ไม่พบผลการค้นหา
"สิ่งที่ผมทำมันเป็น Political Art ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เมืองนอกก็มีอยู่เยอะ แต่เราอยู่ในบ้านเมืองที่ไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ก็ต้องเลี่ยงไปใช้ศิลปะในการแสดงออกแทน"

Headache_Stencil หรือ 'เฮดเอค_สเต็นซิล' เป็นนามแฝงของศิลปินที่มีผลงานสตรีทอาร์ท 'นาฬิกาปลุกยี่ห้อโรเล็กซ์' ออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่กลางภาพเป็นใบหน้าของชายคนหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ทำให้ช่างภาพสำนักข่าวต่่างประเทศ 'AFP' บันทึกภาพดังกล่าวไว้ เมื่อวานนี้ (1 ก.พ.) โดยระบุว่าพบบริเวณข้างถนนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เป็นภาพรองนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีปกปิดที่มาของนาฬิกาหรูอย่างน้อย 25 เรือน จนได้รับฉายาว่า 'นายพลโรเล็กซ์' จากสื่อทั่วโลก 

Headache_Stencil ยืนยันกับวอยซ์ออนไลน์ว่า สิ่งที่เขาทำไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะมันคือ 'ศิลปะการเมือง' หรือ Political Art ซึ่งในประเทศไทยก็มีศิลปินที่สร้างผลงานศิลปะโดยแฝงนัยทางการเมืองกันอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแนววิจิตรศิลป์มากกว่าสตรีทอาร์ท และนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร ที่ยังไม่มีคำตอบอย่างชัดเจนว่าได้มาอย่างไร และมีจำนวนเท่าใดกันแน่ เป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างผลงานชิ้นใหม่นี้ขึ้นมา

"จริงๆ ตอนแรกก็ไม่อยากไปแตะ แต่เรื่องราวเยอะเหลือเกิน นานเป็นเดือนแล้ว ผมคงเรียกตัวเองว่าเป็นคนทำ Politic Art ไม่ได้ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้"

26841459_861755570669865_141640428324364287_o.jpg

Headache_Stencil เล่าว่า เขาเรียนศิลปะและเคยทำงานประจำเป็น 'พนักงานออฟฟิศ' อยู่พักหนึ่ง แต่เริ่ม 'พ่นกำแพง' สร้างงานสตรีทอาร์ทอย่างจริงจังมากขึ้นหลังเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

เหตุผลในตอนแรกเป็นเพราะเขาต้องการแสดงความรู้สึกบางอย่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ประกอบกับมีการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านรัฐประหาร ผลงานชิ้นแรกของเขาจึงเป็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กำลัง 'ชูสามนิ้ว' เช่นเดียวกับกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน

"ผลงานที่ผ่านมา เจอลบทิ้งบ่อยมาก เพราะครั้งแรกเลยผมทำรูปลุงตู่ ไม่กี่วันหลังจากรัฐประหาร ผมทำรูปลุงตู่ชูสามนิ้ว ทำเสร็จตอนกลางดึกแล้วถ่ายรูปไว้ กะว่าตอนเช้าจะมาถ่ายอีกที แต่ตอนเช้ามาเจอรถยีเอ็มซี แล้วก็ทหารสองสามคนไล่ลบภาพของผม ซึ่งก็แค่เล็กๆ อยู่บนกำแพงที่มีกราฟฟิติอื่นๆ เต็มไปหมด"

"ผมรู้ว่าเดี๋ยวงานนี้มันก็จะถูกลบอีกแน่ๆ แต่ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมสื่อออกไป มันเป็นเรื่องจริง และเราก็อยากให้มันเป็น 'นาฬิกาปลุก' ของสังคม"

ในเฟซบุ๊กเพจ @headachestencil ซึ่งเป็นที่รวบรวมผลงานของเขา มีการโพสต์ข้อความว่า หลังจากที่เผยแพร่ผลงานชุดนาฬิกาออกไป ทำให้มีเจ้าหน้าที่ ‘ชุดเขียว’ มากดไลก์เพจและอินสตาแกรมของเขาเพิ่มขึ้นอีกหลายคน แต่เขาไม่กลัว ถ้าหากเจ้าหน้าที่จะลบผลงานดังกล่าวออกไป เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ผลงานศิลปะได้ทำหน้าที่สำเร็จลุล่วงแล้ว

“งานศิลปะบนกำแพงของผมไม่สามารถล้มรัฐบาล หรือทำให้นายพี่เดือดร้อนได้หรอก สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันเกิดจากการทำอะไรแบบไม่เกรงใจประชาชนราวกับคนไทยไร้สมองกันหมด แบบที่ตอบสื่อว่า 'นาฬิกาเพื่อน' แบบนั้นต่างหาก” Headache_Stencil ระบุในเฟซบุ๊ก

วอยซ์ออนไลน์สอบถามเพิ่มเติมว่าการมีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลแปลกหน้าติดตามสื่อโซเชียลมีเดียของเขาเพิ่มขึ้น จะรู้สึกว่าถูกคุกคามหรือส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่ เขาบอกว่า เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังทำงานต่อมาเรื่อยๆ

"ผมเคยไปแสดงงานที่พัทยา งานชิ้นนั้นเป็นรูปลุงตู่หมีน่ารัก แต่ก็กลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต มีคนไม่อยากให้แสดง ทำให้ผมคิดว่า "นี่เรามีผู้นำที่ untouchable (แตะต้องไม่ได้) ขนาดนี้เลย?" หรือถ้าเจ้าหน้าที่อ่อนไหวกันขนาดนี้ ผมว่ามันก็ไม่ใช่การปกครองที่ดี"


26170187_855936434585112_3858836372975990469_o.jpg

Headache_Stencil เคยไปร่วมงานสตรีทอาร์ทที่ออสเตรเลีย และเคยมีภาพผลงานขึ้นปกนิตยสารเกี่ยวกับสตรีทอาร์ทของฝรั่งเศส เช่นเดียวกับสติ๊กเกอร์ 'ลุงตู่' ที่เขาไปติดไว้ที่ย่านชิบุยะของญี่ปุ่น ก็กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ของไทยอยู่พักหนึ่ง ทำให้การสร้างผลงานสตรีทอาร์ทกลายเป็นเหมือน 'อาชีพหลัก' ของเขาในช่วงหลัง

อย่างไรก็ตาม การทำงานแบบนี้มีราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่คิด เช่น กรณีสิ่งที่นำเสนอทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่พอใจ หรืออาจเข้าข่ายทำลายทรัพย์สินผู้อื่น ทั้งยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ต้องจ่ายในการสร้างผลงานแต่ละชิ้น แต่สิ่งที่ผลักดันให้เขาทำงานต่อไป 'ไม่ใช่' เหตุผลเรื่องการทำมาหาเลี้ยงชีพ

"Street Artist ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไร หรือประเด็นไหนก็ตาม คนเหล่านี้ก็ถือว่าทำอะไรเพื่อสังคมนะ เพราะสีกระป๋องหนึ่งที่ใช้อยู่ก็สองร้อยกว่าบาทแล้ว ออกมาทำก็เสี่ยงคุก เสี่ยงตะราง โค*รจะไม่ได้อะไร แต่อย่างน้อยคือเขาต้องการออกมาแสดงความคิดเห็น"

"บางคนอาจจะมองว่าผมเกาะกระแสพวกลุงๆ เพราะอยากดัง แต่เหตุผลจริงๆ มีอยู่สองข้อ อย่างแรก คือ ผมอยากจะยัดเยียดรูปนี้ให้คนประสาทหลอนกันไปข้าง และ อย่างที่สอง คือผมอยากให้คนไทยเรียนรู้ได้เสียทีว่าการรัฐประหารมันไม่ใช่ทางออกที่ดี"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: