ไม่พบผลการค้นหา
จากความผิดพลาดในการบริหารจัดการวัคซีนโควิดของรัฐบาล นำมาสู่การทวงถามสิ่งที่ ‘รับประกันชีวิต’ ในการเข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียม หลังมีผู้เสียชีวิตจากการแพร่ระบาดโควิด ระลอก 3 จำนวนมาก รวมทั้งระบบบริหารจัดการที่ล่าช้าในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ทำให้มีผู้ที่เสียชีวิตที่บ้านพักเกิดขึ้น

อีกทั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมามีคนไทยในต่างประเทศรีวิวการได้ฉีดวัคซีนโดยรัฐบาลของประเทศที่พักอาศัยอยู่ ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัยทางการเมืองหลายคนด้วย

ทั้งนี้ยังมีปัญหาทางการเมืองที่เป็นผลพวงมาจาก ‘เพนกวินเอฟเฟกต์’ ที่อดอาหารประท้วงกว่าเดือนครึ่ง จนร่างกายต้องได้รับการฟื้นฟูจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงต้องนำส่ง รพ.รามาธิบดี ที่มีแพทย์เฉพาะด้านดูแล

รวมทั้งปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตต่างๆ นับตั้งแต่ คสช. เข้ายึดอำนาจและปกครองมาเกือบ 7 ปีเต็ม ทำให้เกิดกระแสย้ายประเทศง่ายกว่าเปลี่ยนผู้นำขึ้นมา เกิดการตั้งกรุ๊ปในเฟซบุ๊กชื่อว่า ‘ย้ายประเทศกันเถอะ’ ซึ่งผ่านมาไม่กี่วันมียอดสมาชิกเกือบทะลุ 1 ล้านแอคเคาท์แล้ว

ฝ่ายความมั่นคงก็จับตาการเกิดขึ้นของกรุ๊ปดังกล่าว แม้ฝ่ายรัฐบาลจะ ‘เล่นใหญ่’ หลัง ‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้สั่งตั้งทีมติดตาม พร้อมระบุว่า “เท่าที่ติดตามหลายๆโพสต์ ก็เป็นเรื่องแนะแนวการศึกษาและการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ที่แฝงด้วยประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะสมาชิกกลุ่มบางคนที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศก็มีพฤติกรรมชังชาติอยู่แล้ว ก็มีวัตถุประสงค์แอบแฝง เพื่อสร้างความแตกแยกและหมิ่นสถาบันเบื้องสูง กระทรวงดีอีเอสมีคณะทำงานเพื่อตรวจสอบและติดตามการกระทำความผิดในสังคมออนไลน์อยู่แล้ว ได้กำชับไปให้ตรวจสอบดูว่ามีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบก็จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด”

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์.jpg

ปรากฎการณ์นี้มีการนำไปเปรียบเทียบกับกรณี ‘ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์’ ที่ก่อตั้งกรุ๊ปรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวงขึ้นมา โดยภายในกรุ๊ปดังกล่าวเป็นการพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับสถาบันเป็นหลัก โดยมีสมาชิกอยู่ในกรุ๊ปเดิมกว่า 1 ล้านแอคเคาท์ แต่ถูกบล็อกในประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ต่อมาได้มีการตั้งกรุ๊ปใหม่ขึ้นมา แค่เพียงข้ามคืนมีสมาชิกเข้าร่วมกรุ๊ปกว่า 7 แสนแอคเคาท์ 

แต่สำหรับกรุ๊ปย้ายประเทศกันเถอะ มีกฎคือการรีวิวเนื้อหาที่ไม่ได้เน้นไปในเชิงการเมือง ได้แก่ การเตรียมตัว-ขอวีซ่า รีวิวประเทศ แนะนำสายงาน วิธีฝึกภาษา

ทั้งนี้แอดมินกรุ๊ปได้ระบุกฎอีกข้อหนึ่งคือการพูดคุยเรื่องการเมือง สามารถพูดได้ในเรื่องการย้ายประเทศได้ แต่ถ้าเป็นการด่าอย่างเดียวหรือหยาบคาย ให้ไปเจอกันที่กรุ๊ปตลาดหลวงฯแทน

สำหรับแนวคิดย้ายประเทศ เคยเกิดมาแล้วในอดีตยุคคนเดือนตุลา หลัง นพ.เหวง โตจิราการ โพสต์ข้อความว่า เคยเกิดเมื่อ 60 ปีที่แล้วในประเทศไทย หรือราวปี2505 ในยุคของเผด็จการทหาร ‘สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส’ พร้อมยกตัวอย่างว่า คนจบแพทย์มากกว่า 90% มุ่งหน้าไปใช้ชีวิตที่อเมริกา เพราะเห็นโอกาสของชีวิตที่อเมริกาดีกว่าในประเทศไทย ในระยะเวลาต่อมาการต่อสู้ที่ทางการเมืองระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย ทำให้กระแสความคิดเรื่องการรับใช้ประชาชนเติบโตขึ้นด้วย

เพราะจากการกระทำของพวกอนุรักษนิยมขวาจัด อำนาจนิยมเผด็จการทหาร ทำการจับกุมคุมขังเข่นฆ่าคนเห็นต่างอย่างมืดหน้าตามัว ไม่คำนึงถึงความชอบธรรมใดๆ ทำให้โอกาสทางชีวิต โอกาสทางเศรษฐกิจในสังคมไทย หม่นหมอง ทำให้เป็นเรื่องธรรมดาที่คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมีศักยภาพ ไม่ต้องการที่จะจมปลักในสังคมเช่นนี้

อย่างไรก็ตามเป็นที่สังเกตว่า ปฏิกิริยาตอบโต้จากฝั่งตรงข้ามต่อแนวคิดย้ายประเทศกันเถอะ ไม่เข้มข้นเท่าในอดีต

โดยพบว่าปฏิบัติการไอโอเกิดขึ้นน้อยกว่าปกติ

ทั้งนี้ฝ่ายความมั่นคงเองได้มีการปรับแนวทางต่อสู้ ที่ไม่เน้นการปฏิบัติไอโอเช่นเดิม โดยได้ปรับไปเป็นรูปแบบยุทธศาสตร์การสื่อสาร Communication Strategy หรือ CS – STRATCOM แทน

ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีการสอนในกองทัพอยู่แล้ว โดยเน้นให้หน่วยงานหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ชี้แจงหรือให้ข้อมูลแทน จากนั้นเพจต่างๆก็จะนำมาแชร์ เป็นการสู้กันโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก เช่น ขั้นตอนการขอวีซ่า การย้ายประเทศ ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย สะท้อนข้อดีข้อเสียต่างๆ รวมทั้งปัญหาเมื่อไปอยู่ต่างประเทศ

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การสื่อสาร (Communication Strategy) มีการแบ่งสายงานเป็น 3 ลำดับ ได้แก่ ระดับยุทธศาสตร์ strategy Levels

ระดับยุทธการ Operetional Levels

และระดับยุทธวิธี Tactical Levels โดยมีการวางแผนและบริหารจัดการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น มากกว่าการผลิตเนื้อหาแข็งทื่อเช่นในอดีต ดังนั้นที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าปฏิบัติการไอโอจึงลดลง และใช้ข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงขยายผลมากขึ้น

ฉีดวัคซีน ซิโนแวค ทองหล่อ วัดธาตุทอง  CE483B47-D890-4AFD-9691-A02B03257367.jpeg

ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงยังมองอีกว่าปรากฏการณ์ย้ายประเทศกันเถอะ มาพร้อมความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ออกมารับลูก เช่น พรรคก้าวไกลและนักวิชาการ เป็นต้น รวมทั้งกรณีเรื่องความผิดพลาดของรัฐบาลต่อการบริหารจัดการวัคซีน ก็มีความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองที่พยายามขับเน้นเรื่องความผิดพลาดนี้ โดยนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่ประสบความสำเร็จในการฉีดวัคซีน พร้อมทั้งเกทับเสนอไอเดียต่างๆ

โดยจะเห็นได้ว่ารัฐบาลให้ฝ่ายสาธารณสุขเป็นผู้ออกมาชี้แจงเรื่องวัคซีนเป็นหลัก โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ มากกว่าให้ฝ่ายการเมืองออกมาตอบโต้ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะทางต้องให้ผู้เชี่ยวชาญชี้แจง หรือกรณีการให้เอกชนนำเข้าวัคซีนเองหรือไม่นั้น ทางรัฐบาลก็ให้สภาหอการค้าไทยเป็นผู้ชี้แจง รวมทั้งกรณีวัคซีนไฟเซอร์ ก็ให้บริษัทไฟเซอร์ในประเทศไทยชี้แจงในเบื้องต้นก่อน

ท่ามกลางสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด รัฐบาลหนีไม่พ้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ออกมาวิจารณ์การทำงานที่ผิดพลาด ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหาออกเป็น 2 ส่วน ทั้งการแก้ปัญหาโควิดและการจัดการข่าวสาร เพราะเป็นสิ่งที่จะสร้างการรับรู้ไปถึงประชาชนโดยตรง ในการดึงเรตติ้งรัฐบาลและสร้างความเชื่อมั่นกลับมา ปฏิบัติการไอโอแบบเดิม จึงใช้ไม่ได้ผลในสถานการณ์ที่คนรู้เท่าทันแล้ว

หนี 3 จอมพล มาเจอ 3ป.

หมดยุคไอโอ เข้ายุคซีเอส !!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปริศนา ลายพราง
144Article
0Video
39Blog