ณหทัย ทิวไผ่งาม Nahathai Thewphaingarm โพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์ม X @NahathaiT วันนี้ (22 ตุลาคม 2568) โดยระบุว่า
อุบลราชธานี...บ้านเกิดคุณตา 'อรุณ คำศรีสุข'..ส่งต่อโอกาส
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้ลงพื้นที่อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ในการลงพื้นที่ติดตามโครงการ Thailand Zero Dropout นำโดยท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง
ที่โรงเรียนวารินชำราบเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างการเดินทางไปทำงานกับการเดินทางกลับสู่บ้านเกิดของคุณตาอรุณ และยังเป็นจุดเชื่อมต่อกับ #ผู้ใหญ่ใจดี อีกหลายๆคนที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาในพื้นที่อีกด้วย #ThailandZeroDropOut
19,378 คน คือตัวเลขลูกหลานชาว #อุบลราชธานี ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา นี่คือความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วย "หัวใจ" ของคนในพื้นที่ เพราะนี่คืออนาคตและต้นทุนสำคัญของพวกเรา #ชาวอุบล ด้วยการขับเคลื่อนของ #ชาวอุบล ไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษา ภาคเอกชน ภาคท้องถิ่น ทำให้ดิฉันเชื่อมั่นว่านี่เป็นอีกหนึ่งโมเดลการทำงานแบบทีมเดียวกัน บ้านเดียวกัน ที่จะทำให้ไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อย่างเป็นรูปธรรมจริง ๆ
ดิฉันได้สัมผัสหัวใจของคนทำงานที่อุบลราชธานี จากการ “ให้โอกาส” มองเห็นเครือข่ายที่ส่งต่อกันในการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งก็คือการอยากทำให้มนุษย์อีกคนหนึ่งดีขึ้น เริ่มจากการทำงานเชิงพื้นที่ เหมือนจุดต่อจุด #connectingthedots กลายเป็น #สะพานโอกาส ที่แข็งแกร่ง
- โรงเรียนวารินชำราบ: ดิฉันขอชื่นชมผู้อำนวยการและคณะครูที่ริเริ่มโครงการ "1 โรงเรียน 3 รูปแบบ" ตั้งแต่ปี 2565 โดยมองเห็นว่าเด็ก ๆ หลุดออกไปเพราะสภาพเศรษฐกิจและความขัดสน ต้องออกไปทำงาน และไม่มีโอกาสเรียนต่อ จึงจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับชีวิตเด็ก ทำให้นักเรียนได้วุฒิการศึกษาไปทำงาน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ตามแพอาหาร หรือสถานประกอบการ ต่อมาเมื่อนโยบาย Thailand Zero Dropout ระดับชาติเกิดขึ้น จึงเป็นโรงเรียนนำร่องในการทำงานแก้ปัญหา
- ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอุบลราชธานี: ตามนโยบายของกรมพินิจฯ ต้องการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่เคย "ก้าวพลาด" ได้รับโอกาสทางการศึกษา 100% วันนั้นดิฉันเห็นน้อง ๆ รับวุฒิบัตรจบการศึกษาจากมือท่านรองนายกฯประเสริฐ ด้วยความภูมิใจ และได้ฟังความฝันของน้อง ๆ ว่าจะนำวุฒิการศึกษาไป 'เริ่ม' ความฝันอย่างไร... อยากทำธุรกิจส่วนตัว ...สร้างแบรนด์ของตัวเอง อยาก 'เดินให้ถูกทาง' อีกครั้ง
- โครงการหมอลำศึกษา: โดยศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ตามมาตรา 12 เป็นการทำงานขับเคลื่อนโดยศิษย์เก่าโรงเรียนวารินชำราบ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิปัญญากัลป์ ที่ออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ร่วมกับคณะหมอลำในการพัฒนา "ห้องเรียนหมอลำ" ซึ่งทำให้น้อง ๆ ที่ต้องทำงานเดินสายในวงหมอลำ สามารถเรียนไปพร้อมกับมีอาชีพได้ นักเรียนรุ่นแรกจะถูกส่งต่อไปยังมหาวิทยาลัยเครือข่าย เพื่อเรียนต่อปริญญาตรี โดยไม่ต้องละทิ้งอาชีพที่เขารัก ที่สำคัญคือ ยังเป็นการเชื่อมต่อของวัฒนธรรมรากเหง้าคนอีสาน ด้วย “หมอลำ” ให้ถ่ายทอดต่อไปรุ่นสู่รุ่นได้อย่างงดงาม
- CYF & the gang: ตัวแทนคนอุบลฯ รุ่นใหม่ เล่าถึงการทำงานแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ที่เมื่อได้รับโอกาส ก็ส่งต่อโอกาส โดยน้องตัวแทนโครงการได้เล่าว่า เธอเองเคยได้รับทุนการศึกษาจาก ม.อุบลฯ และเลือกที่จะกลับมาใช้กระบวนการ "เพื่อนชวนเพื่อน" สร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ปลอดภัย เช่น การขอพื้นที่ อบต. มาทำ สนามฟุตซอล เพื่อให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าพวกเขาเป็นเจ้าของพื้นที่นั้นจริง ๆ
- การผนึกกำลังของนักธุรกิจ: โดยการรวมตัวกันของหอการค้า และนักธุรกิจรุ่นใหม่ (YEC) ที่ใช้การเรียนระบบทวิภาคี และยังมีผู้ประกอบการใจดี ที่เชื่อมั่นในความตั้งใจของน้องๆ จากศูนย์ฝึกอบรมในสถานพินิจ ยอมรับเข้ามาทำงานด้วย และยืนยันว่าน้อง ๆ "น่ารัก" นี่คือการสร้างโมเดลของการเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ แบบ #LearntoEarn ที่รัฐบาล #เพื่อไทย ต้องการให้ขยายผลไปทั่วประเทศ
ต้นทุนแห่งอนาคตของชาวอุบล ลูกหลานชาวอุบลราชธานีที่ได้รับโอกาสในวันนี้ จะเติบโตขึ้นเป็น "คนดีมีคุณภาพ" ที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาจังหวัดต่อไป การทำงานทั้งหมดนี้ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่สำเร็จได้เพราะทุกคนในจังหวัดอุบลราชธานีร่วมมือกันเป็น "One Ubon" และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของเราทุกคน อย่างที่ท่านประเสริฐ กล่าวไว้ในวันนั้นว่า “นี่คือบุญใหญ่ที่สวยงามของการให้โอกาส”
และโอกาสทางการเรียนรู้ เกิดได้ทุกที่ทั่วประเทศไทยค่ะ
ที่มา : https://x.com/NahathaiT/status/1980992798951412191