จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (18 มีนาคม 2569) ว่า สภาวะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรวดเร็ว และผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับราคาน้ำมันในประเทศเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงสินค้านำเข้าที่เชื่อมโยงกับน้ำมัน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบสำหรับการผลิตในประเทศด้วย
สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้นจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันค่าระวางเรือและค่าประกันภัยก็เพิ่มขึ้นด้วย ผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว และกำลังกดดันต้นทุนการผลิต รวมถึงราคาสินค้าหลายชนิดในประเทศอย่างต่อเนื่อง
การดูแลปัญหาเหล่านี้ สุดท้ายหนีไม่พ้นการใช้งบประมาณของรัฐ จึงชัดเจนว่าการอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมันหลายชนิดแบบทั่วหน้า ไม่สามารถทำได้นาน รัฐจึงจำเป็นต้องตัดสินใจกำหนดยุทธศาสตร์ให้ชัด การดูแลและอุดหนุนอย่างจำแนกแยกแยะเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่ดูแลเพียงผู้บริโภคที่เดือดร้อนมากเท่านั้น แต่ในภาวะเศรษฐกิจแบบ cost-push inflation เช่นนี้ ยังจำเป็นต้องดูแลผู้ผลิตทุกระดับ ตั้งแต่ธุรกิจและอุตสาหกรรมรายใหญ่ ไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก เพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อได้ ประเทศยังมีการผลิต และประชาชนยังมีรายได้
เวลาที่เศรษฐกิจเผชิญปัญหาของแพงจากต้นทุนสูง จนทำให้ชะลอตัวหรือเสี่ยงถดถอย แนวทางแก้ปัญหาก็มักต้องเน้นที่การดูแลต้นทุนและดูแลด้านซัพพลาย การช่วยลดต้นทุนทำได้หลายทาง เช่น ช่วยหาตลาดวัตถุดิบ การอุดหนุนเพื่อลดต้นทุนบางประเภท การลดหรือยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ การลดการทุจริตคอร์รัปชันที่เพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ ตลอดจนการส่งเสริมเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างจริงจัง
แต่สภาพเศรษฐกิจเวลานี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาต้นทุนสูงตามปกติ หากเป็นผลกระทบจากสงคราม ที่ซ้อนทับกับความขัดแย้งทางการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทางรอดของเศรษฐกิจไทยจึงต้องคิดให้ไกลกว่าการประคองเฉพาะหน้า เราต้องมองด้วยว่า ธุรกิจใดของไทยมีศักยภาพในสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งธุรกิจที่มีอยู่แล้วและธุรกิจใหม่ที่ควรเร่งสนับสนุน จากนั้นจึงวางแผนสนับสนุนกันอย่างเป็นระบบ
ธุรกิจใดบ้างที่ประเทศไทยยังมีศักยภาพในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ และเราควรสนับสนุนกันอย่างไร เรื่องนี้น่าจะต้องมาคุยกันต่อในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้