ไม่พบผลการค้นหา
'ศึกษิษฏ์' แจง นโยบาย‘สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน‘ ไม่ได้เป็นการ 'แจก' แต่เป็นการจูงใจ โดยใช้งบฯ ปีละ 3,200 ล้านบาท เพื่อให้ได้ Big Data พัฒนานโยบายเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดูแลประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (24 มกราคม 2569) หลังพรรคเพื่อไทย เปิดนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน‘ ให้ทุกการจับจ่ายคือโอกาสรวยทุกคน ทุกวัน ว่า

การสร้างแรงจูงใจเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

- Negative Reinforcement เช่นการลงโทษสำหรับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เช่น จับ ปรับ หรือ

- Positive Reinforcement หรือการให้รางวัลกับการกระทำที่ดี

เราเห็นในการเลือกตั้งในรอบนี้หลายๆ พรรคการเมืองเลือกที่จะใช้การเพิ่มบทลงโทษต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการกระทำผิดกฏหมาย เช่นการประหารชีวิต และการให้ผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ถ้าการกระทำนั้นๆ ตรงกับเป้าหมายของนโยบาย เช่น ให้สิทธิพิเศษทางภาษีถ้ามีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ให้เงินสนับสนุนหรือชดเชยดอกเบี้ยให้กับธุรกิจ SMEs และการวิจัยพัฒนา หวยใบเสร็จ หวยจังหวัด เป็นต้น

เป้าหมายของนโยบายที่เรานำเสนอนี้คือการจูงใจให้ประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคการเกษตร บุคลากรที่เสียสละให้กับสังคม ให้เข้ามาและคงอยู่ในระบบ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูล จะทำให้การบริหารจัดการ การส่งเสริม การจัดเก็บภาษีและการดูแลประชาชนในทุกภาคส่วนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พรรคเพื่อไทยมองว่าการใช้ Positive Reinforcement หรือการสร้างแรงจูงใจอย่างบวก จะมีประสิทธิภาพมากกว่า และเนื่องจากเป้าหมายหลักของนโยบายนี้คือการดึงประชาชนเข้ามาในระบบเพื่อเก็บข้อมูลและไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องอื่นๆ การสุ่ม (Random) จึงเป็นวิธีการมอบแรงจูงใจที่ยุติธรรมที่สุดเพราะตัดขั้นตอนการคัดกรองโดยคน ที่อาจจะมีรูรั่วได้ การเก็บข้อมูลและใช้เทคโนโลยีเข้ามาประมวลผลอย่างต่อเนื่องจะช่วยทำให้ปัญหาความผิดพลาดต่ำที่สุด ส่วนนโยบาย “คนไทยไร้จน” นั้นออกแบบมาเพื่อดูแลผู้ที่อยู่ใต้เส้นความยากจนโดยเฉพาะทำให้มีวิธีการคัดกรองที่ต่างกัน

ในกลุ่มเกษตรกร มีแรงงานในภาคเกษตรกรรมที่อยู่นอกระบบจำนวน 11 ล้านคน นโยบายนี้จะถูกผลักดันควบคู่ไปกับ นโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ประกันกำไร 30% และคูปองปุ๋ย Cold chain Logistics และ E-Commerce สัญชาติไทย เพื่อให้รัฐสามารถมีข้อมูลในเชิงลึกว่าเกษตรกรปลูกอะไร ที่ไหน สภาพดินเป็นอย่างไร ใช้ปุ๋ยอะไร ราคาสินค้าเกษตร ต้นทุนเป็นอย่างไร สินค้าเกษตรตัวไหนที่ควรสนับสนุน และสนับสนุนในรูปแบบไหน ยกระดับให้กับภาคการเกษตรไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

กลุ่ม อสม. อสส. ชรบ. ทหารผ่านศึกฯ นอกจากเป็นการตอบแทนกลุ่มวิชาชีพที่เสียสละแล้ว เราก็จะผลักดันควบคู่ไปกับ พรบ. อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่จะทำให้ชาว อสม. อสส. มีประกันชีวิต 1,000,000 บาท ประกันทุพพลภาพ 300,000 บาท รวมถึงสวัสดิการอื่นๆ และสร้างระบบสนับสนุนให้สามารถ upskill reskill อสม.ให้สามารถทำการสาธารณสุขเชิงรุกในพื้นที่ ดูแลประชาชนได้ใกล้ชิดขึ้น ลดภาระของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และลดค่าใช้จ่ายในด้านสาธารณสุขได้ เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมามา ค่าใช้จ่ายสุขภาพของไทยเติบโตเฉลี่ย 8.9% ต่อปี สูงกว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5% ต่อปี ในปี 2568 ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล มีจำนวน 3.4 แสนล้าน หากเราสามารถบูรณาการข้อมูลและการส่งเสริมอาสาสมัครเหล่านี้ให้มีศักยภาพมากขึ้นจะสามารถลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ลงได้ (อจ. เชน เคยพูดไว้ว่า จะลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 10% ของ gdp)

กลุ่มผู้สูงอายุ ยังมีผู้ที่ยังคงทำงานอยู่ถึง 5.1 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้เป็นแรงงานนอกระบบมากถึง 4.4 ล้านคน เราจึงเข้าไปดูแลกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ข้อมูลที่แม่นยำจะช่วยให้เราสามารถทำการ reskill upskill กลุ่มผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพในการทำงาน และทำงานควบคู่กับฐานข้อมูลของระบบ อสม. มาดูแลกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ ก็เพื่อจูงใจให้ยังคงอยู่ในระบบต่อไป และดึงดูดให้คนที่ยังไม่ยื่นภาษีหันมายื่นมากขึ้น ข้อมูลด้านรายได้ในสายอาชีพต่างๆ ก็จะช่วยให้รัฐ หน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนมองเห็นจุดอ่อนที่ควรพัฒนาและจุดแข็งที่ควรสนับสนุน

และสำหรับ กลุ่มใบเสร็จ เป็นกลุ่มที่มีรางวัลเยอะที่สุด 5 รางวัล ก็มีเป้าหมายที่จะให้ร้านค้าเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อที่รัฐจะมีข้อมูลการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สินค้าไหน ร้านค้าไหน บริเวณไหน ต้องการความช่วยเหลือหรือต้องการการต่อยอด ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ หลายๆพรรคมีนโยบายที่คล้ายๆกัน แค่ขนาดและความถี่ของการออกรางวัลอาจจะแตกต่างกัน เรามองว่ารางวัลขนาดใหญ่ที่ออกทุกวันจะช่วยสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนมากขึ้น ถ้าเราสามารถเก็บ VAT เพิ่มขึ้น 10% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาทต่อปี และเรายังทำควบคู่ไปกับนโยบายส่งเสริมร้านค้า SME อื่นๆ ทั้งการทำให้ร้านค้าเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นด้วยนโยบาย NacGa และการกระตุ้นการบริโภคด้วยมาตรการ 70:30

ทั้งหมดนี้โดยใช้งบประมานปีละ 3,200 ล้านบาท นอกจากมูลค่าทางเศรษฐกิจและการจัดเก็บภาษี แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ข้อมูล ที่จะเป็นกระดูกสันหลัง (backbone) ในการพัฒนานโยบายเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และในด้านสังคมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลประชาชน

การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสามารถทำได้แต่อยากให้มองให้ครบทุกด้าน นโยบายนี้ไม่ได้เป็นการ “แจก” อย่างเดียวเหมือนที่หลายๆคนพยายามจะป้ายสีให้เป็นแน่นอนครับ