ไม่พบผลการค้นหา
เพื่อความสะดวกของผู้ใช้และเพื่อลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์

คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เตรียมเสนอกฎใหม่ที่บังคับให้บริษัทผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพา ต้องใช้หัวชาร์จประเภท USB-C เหมือนกันทั้งสองด้าน เพื่อความสะดวกของผู้ใช้งานและเพื่อลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ หากข้อเสนอนี้ได้รับการอนุมัติจากสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป คาดว่าจะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อตลาดสมาร์ทโฟนในระดับโลก

มาร์เกรเทอร์ เวสเทเจอร์ รองประธานโครงการที่ดูแลเกี่ยวกับยุโรปที่เหมาะสมต่อยุคดิจิตัล (a Europe fit for the Digital Age) บอกว่าข้อเสนอนี้เป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของสหภาพยุโรปที่จะผลักดันให้สังคมดิจิตัลในยุโรปดำเนินไปในแบบที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม

“ผู้บริโภคชาวยุโรปรู้สึกเหนื่อยหน่ายมามากพอแล้วกับการมีหัวชาร์จประเภทต่างๆ เยอะมากในลิ้นชักของพวกเขา เราให้เวลาบริษัทนานพอสมควรที่จะคิดแก้ไขปัญหานี้ในแบบของพวกเขาเอง ตอนนี้ถึงเวลาสำหรับการบังคับใช้กฎหมายให้มีหัวชาร์จที่ใช้ร่วมกันได้ มันสำคัญต่อทั้งผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม”

เหตุผลของสหภาพยุโรปคืออะไร?

คณะกรรมาธิการยุโรปอธิบายที่มาที่ไปของข้อเสนอนี้ว่า ในปีพ.ศ.2563 ที่ผ่านมา มีการขายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาประมาณ 420 ล้านเครื่องในยุโรป ผู้บริโภคหนึ่งคนมีโทรศัพท์มือถือโดยเฉลี่ยประมาณ 3 เครื่อง โดยใช้งานเป็นประจำ 2 เครื่อง 38% ของผู้บริโภครายงานว่า พบเจอปัญหาจากการไม่สามารถใช้สายชาร์จเดียวกันกับโทรศัพท์ทุกเครื่องได้ คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความสะดวก แต่ยังทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หากข้อเสนอนี้ผ่านเป็นกฎบังคับใช้ในอนาคต คาดว่าจะช่วยประหยัดเงินของผู้บริโภคในสหภาพยุโรปถึง 250 ล้านยูโร หรือประมาณ 9,800 ล้านบาท ในส่วนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมพบว่า ในแต่ละปีมีสายชาร์จถูกทิ้งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึง 11,000 ตัน

รายละเอียดของข้อเสนอมีอะไรบ้าง?

  1. ทุกยี่ห้อจะต้องใช้สายชาร์จแบบเดียวกันกับทุกอุปกรณ์ คือแบบ USB-C ทั้งสองฝั่ง วางแผนบังคับใช้กับทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต กล้อง หูฟัง และอุปกรณ์แบบพกพาชนิดอื่นๆ รวมทั้งเครื่องเล่นเกมด้วย
  2. สเป็กความเร็วของการชาร์จะต้องเหมือนกันทุกยี่ห้อ
  3. จะต้องขายสายชาร์จแยกกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้บริโภคต้องเลือกได้ว่าจะซื้อเพียงแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเดียวหรือซื้อสายชาร์จด้วย เพื่อลดการมีจำนวนสายชาร์จมากเกินจำเป็น
  4. บริษัทที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะต้องปรับปรุงการให้ข้อมูลเรื่องสายชาร์จที่เข้ากันกับอุปกรณ์แต่ละชนิด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถดูได้ว่าสายชาร์จที่ตนเองมีอยู่แล้วสามารถใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ที่ต้องการจะซื้อได้หรือไม่ จะได้ตัดสินใจได้ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อสายชาร์จใหม่

บริษัทใหญ่อย่าง Apple ว่าอย่างไร?

USB-C เป็นสายชาร์จที่โทรศัพท์ในระบบแอนดรอยด์กำลังใช้งานอยู่ ต่างจากไอโฟนของ Apple ที่ใช้สายชาร์จแบบ lightning หากข้อเสนอนี้ถูกบังคับใช้ บริษัทจะมีเวลาในช่วงเปลี่ยนผ่าน 2 ปี เพื่อทำตามข้อบังคับ แน่นอนว่า Apple ไม่เห็นด้วยกับแผนนี้ของสหภาพยุโรป โดยระบุว่า “เป็นการทำลายนวัตกรรม” และ “ข้อเสนอนี้จะส่งผลร้ายต่อผู้บริโภคในยุโรปและทั่วโลก”

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา Apple ได้เปลี่ยนมาใช้สายชาร์จแบบ USB-C กับอุปกรณ์บางอย่างแล้ว

อียูบอกว่าให้เวลาบริษัทมาตั้งนานแล้ว

คณะกรรมาธิการยุโรปชี้แจงว่าประเด็นการใช้ที่ชาร์จแบบเดียวกันถูกผลักดันมาตั้งแต่เมื่อ 12 ปีที่แล้ว โดยในปีพ.ศ. 2552 มีการทำข้อตกลง MoU แบบสมัครใจครั้งแรกระหว่างอียูกับบริษัทในอุตสาหกรรมนี้ นำไปสู่การลดจำนวนประเภทสายชาร์จจาก 30 แบบ เหลือ 3 แบบ

อย่างไรก็ตามเมื่อ MoU จบลงในปีพ.ศ. 2557 ข้อเสนอใหม่เพื่อแก้ไขปัญหานี้ข้องบริษัทในอตุสาหกรรมผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ และไม่ผ่านเงื่อนไขความต้องการแก้ปัญหาความไม่สะดวกของผู้บริโภคและการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ จึงถึงเวลาที่ทางคณะกรรมธิการยุโรปจะผลักดันข้อเสนอนี้เพื่อบังคับใช้สายชาร์จแบบเดียวกันทั้งหมดในสหภาพยุโรป

 

อ้างอิง:

https://www.vice.com/en/article/bvzqv8/european-union-will-force-apple-to-use-the-same-charger-as-everything-else?fbclid=IwAR1RNyi33vcMi_sqsNxnXHMLIXy0UBnMz371T-4aHI0sg-M9RQOpqCrPhSI

https://www.theguardian.com/world/2021/sep/23/apple-opposes-eu-plans-to-make-common-charger-port-for-all-devices

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/QANDA_21_4614