ไม่พบผลการค้นหา
"พุทธิพงษ์" ย้ำคนทำสื่อต้องรับมือและปรับความคิดให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการตรวจสอบข่าวก่อนนำเสนอ พร้อมเปิดศูนย์ FaKe News อย่างเป็นทางการ 1 พ.ย. นี้

ในเวทีเสวนา "สื่อยุคดิจิทัล จุดจบหรือเริ่มต้นใหม่" จัดโดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย มีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเสวนาสะท้อนมุมมองความเห็นเรื่องการรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีได้อยู่ใกล้สื่อมวลชนมาตลอดหลายคนที่รู้จักทำงานเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ที่ปรับตัวไม่ทันต้องออกจากงานซึ่งเมื่อมีการพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีการหาข่าวจะง่ายขึ้นบางครั้งไม่ต้องมีแหล่งข่าวเป็นตัวบุคคลแต่อาจจะหาข่าวจากใน Facebook หรือ ตามสื่อออนไลน์ ส่วนตัวมองว่าสิ่งนี้ทำให้จรรยาบรรณของสื่อฯ มีน้อยลงขาดการคัดกรอง รวมทั้งมีการใส่ความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปในข่าวเพื่อเพิ่มยอดคนดู ยอดไลก์ ร้ายแรงไปจนถึงการสร้างความเสียหายเป็นต้นเหตุให้เกิดข่าวปลอมมากขึ้น มีการบิดเบือนจนกลายเป็นธุรกิจ อยู่บนแพลตฟอร์มที่ทันต่อยุคสมัย

นายพุทธิพงษ์ ยังกล่าวถึงยุคของการเปลี่ยนแปลงแบบนี้จะเป็นจุดจบของสื่อมวลชนหรือไม่ ว่า ส่วนตัวที่คลุกคลีใกล้ชิดวงการนี้มองว่าอยู่ที่การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงซึ่งหลายบริษัทปรับตัวไม่ทันจึงต้องปิดตัวลงเนื่องจากความไม่เข้าใจกับสิ่งที่ต้องทำ ส่วนตัวเสนอสิ่งที่ต้องทำต่อเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทั้งผู้บริหารต้องเปลี่ยนวิธีคิดและบุคลากรต้องเตรียมตัวให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วแบบนี้สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น คือ ข่าวปลอม หรือ Fake news ที่กำลังพัฒนาเป็น Deep fake หรือข่าวที่บิดเบือนการพูดของบุคคลบุคคลหนึ่งให้เกิดความเสียหายดังนั้นต้องรู้เท่าทันเพื่อหาวิธีรับมือเพื่อป้องกัน

ในส่วนของข่าวปลอม นายพุทธิพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากเนื้อหาที่มีความบิดเบือนแล้วการนำความคิดเห็นส่วนตัวใส่ลงไปก็ถือเป็นข่าวปลอม ดังนั้นคนทำสื่อฯ จะสามารถอยู่ต่อไปได้ก็คือการตั้งรับและปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ซึ่งการทำข่าวในยุคนี้นอกจากที่จะต้องดูพฤติกรรมการเสพข่าวของประชาชนแล้วสิ่งที่ยังต้องระวังคือความถูกต้องมากกว่าเน้นความเป็นต้น เพื่อเรียกยอดคนดูซึ่งสิ่งเหล่านี้คนทำสื่อต้องทำเป็นมาตรฐานในทิศทางเดียวกัน และตรวจสอบข่าวก่อนนำเสนอ เพื่อให้ประชาชนกลับมายึดมั่นที่จะเสพข่าวจากคนทำสื่อจริงๆ

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ยังเน้นย้ำว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยังเป็นต้นเหตุให้เกิดการทุจริตมากขึ้นด้วยเช่นกันเพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำคือทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในการตรวจสอบข่าวที่มาจากคนทำสื่อมวลชนที่แท้จริง


1 พ.ย. ศูนย์ Fake News เป็นอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ นายพุทธิพงษ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งศูนย์ต้านข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ ว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าประมาณร้อยละ 60 ถือว่ามีความคืบหน้าไปมากซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตั้งระบบ social listening ที่เป็นเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบข่าวปลอมพร้อมทั้งติดตั้งเครื่องมือต่างๆ ภายในศูนย์ฯ และทดลองให้เกิดความแม่นยำ เพื่อติดตามการแชร์ข่าวที่เกิดผลกระทบต่อประชาชนและความเสียหายของประเทศในวงกว้าง ท่วมทั้งข่าวที่เกี่ยวกับการโฆษณาเกินจริง ซึ่งขณะนี้ได้มีการทาบทามบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและระบบการสื่อสารทั้งจากภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม

พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่า ศูนย์ต้านข่าวปลอมจะไม่มีเรื่องการเมืองมาแทรกแซง และจะไม่เกี่ยวข้องกับข่าวที่เป็นข้อพิพาทระหว่างนักการเมืองด้วยกัน และมั่นใจว่าศูนย์ต้านข่าวปลอมที่ตั้งขึ้นโดยภาครัฐจะสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวพร้อมได้ดีที่สุดเพราะจะสามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วที่สุด ด้วยขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ติดต่อไปยัง กอ.รมน. เมื่อพบข่าวปลอมประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 1 ชม. นำเสนอขั้นตอนการตรวจสอบเป็นอินโฟกราฟฟิกเพื่อส่งต่อไปยังสื่อมวลชนให้นำเสนอไปยังประชาชน จากนั้นให้ ปอท. เป็นผู้ดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวปลอม

นายพุทธิพงษ์ ยังเน้นย้ำอีกว่าศูนย์ต้านข่าวปลอมจะไม่มีการล้วงข้อมูลความลับจากประชาชนแต่จะเป็นการช่วยตรวจสอบเรื่องความถูกต้องมากกว่า ยึดหลัก แม่นยำถูกต้อง และน่าเชื่อถือ โดยจะสูนย์ดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์เป็นทางการ 1 พฤศจิกายนนี้