พลรักษ์ รักษาพล อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียแฟนเพจเฟซบุ๊ก ว่า เสียงประชาชนคือ "เข็มทิศ" : ถอดรหัสสัญญาณเตือนภัยจาก KPI Poll ถึงพรรคการเมือง
ในฐานะนักสื่อสารการเมือง ผมมักย้ำเสมอว่า "การเมืองที่ดีต้องเริ่มจากการฟัง" และวันนี้เสียงสะท้อนจาก KPI Poll โดยสถาบันพระปกเกล้า ภายใต้การนำของ รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ได้ทำหน้าที่เป็น "กระจกเงา" บานใหญ่ที่สะท้อนความจริงอันน่ากังวล แต่ก็เปี่ยมไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ที่พร้อมปรับตัว
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 2,000 คนทั่วประเทศ (30 พ.ย. - 10 ธ.ค. 68) เราค้นพบ "จุดเปลี่ยน" สำคัญของสมการการเมืองไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดังนี้ครับ:
1. วิกฤตศรัทธา คือโจทย์ข้อแรก
ตัวเลข 45.7% ที่มองว่าการเมือง "แย่ลง" ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่คือ "อารมณ์ร่วมของสังคม" ที่กำลังรู้สึกว่ายังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ นี่คือโจทย์หินที่รัฐบาลและพรรคการเมืองต้องรีบกู้ความเชื่อมั่นกลับมา
2. หมดเวลาขายฝัน ถึงเวลา "กินได้จริง"
ประชาชนไม่ได้มองหา "ฮีโร่ในอุดมคติ" แต่มองหา "นักบริหารมืออาชีพ" ที่แก้ปัญหาปากท้องได้จริง (36.2%) แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ "ปราบโกง" กลับเป็นวาระเร่งด่วนอันดับ 1
ในมุมมองของผม: นี่สะท้อนว่า ประชาชนรู้เท่าทันแล้วว่า "คอร์รัปชัน" คือปลิงที่ดูดเลือดจนเศรษฐกิจไม่โต การแก้ปากท้องจึงต้องทำควบคู่ไปกับความมือสะอาด
3. จุดจบของระบบ "เสาโทรเลข"
หมดยุคที่พรรคจะส่งใครลงก็ได้แล้วหวังคะแนนจากโลโก้พรรค เพราะ 59.2% พร้อมจะ "ปันใจ" ทันทีถ้าผู้สมัครไม่มีคุณภาพ
นัยสำคัญ: แบรนด์พรรคอาจดึงดูดความสนใจ แต่ "ตัวบุคคล" คือปัจจัยตัดสินชัยชนะ พรรคการเมืองต้องคัดคนเก่งจริง ดีจริง ไม่ใช่แค่คนของใคร
บทสรุปในมุมมอง พลรักษ์ รักษาพล การเลือกตั้งครั้งใหม่ (2569) จะไม่ใช่สงครามของการสาดโคลนหรือวาทกรรมทางการเมือง แต่จะเป็นการแข่งขันกันที่ "Trust & Performance" (ความไว้เนื้อเชื่อใจ และ ผลงาน) ใครที่ประกาศตัวผู้นำชัดเจน มีนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และที่สำคัญคือ "ซื่อสัตย์" ต่อประชาชน คนนั้นคือผู้ที่จะได้ครอบครอง "เข็มทิศ" ที่ชื่อว่าเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงครับ
อ้างอิงผลสำรวจ KPI Poll