ไม่พบผลการค้นหา
วิปฝ่ายค้านนอกสภา สับรัฐบาลสื่อสารล้มเหลว ประชาชนไม่เชื่อมั่น เสนอพรรครัฐบาลเปิดประชุมสมัยวิสามัญสภาผู้แทนราษฎร รับฟังความเห็นและหาทางออกวิกฤตโควิด-19

พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน แถลงหลังประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า ประชาชนไม่เชื่อมั่นการทำงานของรัฐบาลในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 บางเรื่องรัฐบาลไม่ควรทำในช่วงวิกฤตเสี่ยงต่อชีวิตไปหาผลประโยชน์ แต่พบว่ามีเรื่องมากมายที่รัฐบาลกลับทำ และไม่สามารถหาคำตอบให้ได้ ตนมีความเห็นว่ารัฐบาลควรเปิดพื้นที่ให้ร่วมกันฟันฝ่าวิกฤตประเทศ อย่ามองพรรคฝ่ายค้านและประชาชนที่มีความคิดต้องการให้ประเทศพ้นภัย เป็นฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรู อยากให้รัฐบาลกล้ารับฟังฝ่ายค้าน เช่น การเปิดประชุมวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร

นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลแบ่งบประกันสังคม 2 ล้านล้าน มาสัก 2 แสนล้านเพื่อดูแลประชาชน ให้ทันต่อเหตุการณ์ ตอนนี้ ตนมองว่ารัฐบาลยังขาดประสิทธิภาพ ล่าช้า จนเกิดภาวะที่รุนแรง อีกทั้งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 ก็กล่าวถึงการคุ้มครองโรคร้าย แต่รัฐบาลไม่ชี้แจงรายละเอียดของโรงพยาบาลที่รักษาฟรี ไม่มีมาตรการให้ประชาชนเข้าใจ ทั้งที่ต้องเปิดให้ประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์, หน้ากาก, เจลล้างมือ แต่รัฐบาลกลับกักตุนสินค้า โดยคนใกล้ชิดลักลอบส่งออกหน้ากากหลายล้านชิ้น และพอประกาศให้เจลล้างมือและหน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม ร้านค้าทั่วไปก็ไม่สามารถซื้อไปขายได้ และรัฐบาลเองก็ไม่มีความสามารถกระจายให้ร้านค้าและให้ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมถามรัฐบาลว่ามีงบสร้างโรงงานผลิตหน้ากากเพิ่มหรือยัง 

รวมถึงเตรียมโรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยเพิ่มเติมแล้วหรือไม่ หรืออาคารว่างไว้สำหรับรองรับหรือไม่ และมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร สิ่งเหล่านี้รัฐบาลไม่ได้พูด แต่กลับไปปิดสถานประกอบการที่ขาดทุนอยู่แล้ว กลับยิ่งทำให้ขาดทุนกันไปใหญ่ ซึ่งมาตรการนี้แทนที่จะทำทีหลัง แล้วรัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาอย่างไร

ขณะเดียวกัน ก็เสนอให้คัดกรองโรคชุมชนโดย อสม. และแพทย์ประจำหมู่บ้าน ถ้าชุมชนไหนไม่มีผู้ติดเชื้อก็ให้ประกาศเป็นชุมชนปลอดโรค ก็สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ ส่วนหมู่บ้านไหน จังหวัดไหน ที่ไม่ปลอดโรค ก็ต้องการตรวจและกักตัวก่อนเคลื่อนย้ายเข้าออก โดยคนที่จะเดินทางไปต่างประเทศก็ต้องมีการตรวจสุขภาพประกอบกับใบรับรองแพทย์

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คือประชาชนและต่างประเทศไม่เชื่อถือข้อมูลของรัฐบาล และมีความพยายามปกปิดข้อมูล ซึ่งการสื่อสารในภาวะวิกฤตรัฐบาลควรสื่อสารอย่างชัดและรวมศูนย์ เพื่อป้องกันความสับสน ให้ข้อมูลกับประชาชนเพื่อให้ไม่ตื่นตระหนก ตอนนี้รัฐบาลไม่ยอมว่าเข้าสู่การแพร่ระบาดในระยะ 3 แล้ว ถือว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีล้มเหลวในการสื่อสาร ทั้งที่สิ่งจำเป็นคือความร่วมมือจากประชาชนเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรค ทั้งนี้มาตรการ Social Distancing มันส่งผลกระทบต่อคนหาเช้ากินค่ำ

แต่มาตรการเยียวยากลับไม่ชัดเจน มีเพียงการลดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำที่ช่วยได้เพียงเล็กน้อย และสิ่งที่ไม่อยากเห็นคือมาตรการที่ช่วยเหลือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ก่อน เช่น ร้านค้าในสนามบิน แต่ต้องการให้ช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ก่อน หลังจากการรัฐบาล รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ ใช้มาตรการที่เฉียบขาดโดยอ้างเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่ตอนนี้ต้องใช้ความเฉียบขาดหนักแน่น เพื่อความมั่นคงของประเทศแต่กลับทำไม่ได้ อาจทำให้แนวโน้มคือคนไม่เชื่อมั่นรัฐบาลมากขึ้น และเริ่มได้ยินเสียงประชาชนที่ต้องการให้เปลี่ยนรัฐบาลเปลี่ยนระบบการเมืองเพื่อฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤต

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้รับความเชื่อมั่น มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร บอกความจริงไม่ครบถ้วน รวมถึงการไม่ประสานงานกันของหน่วยงานราชการ สร้างความสับสนให้กับประชาชนอย่างรุนแรง รัฐบาลต้องมองปัญหาทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เฉพาะหน้า ต้องให้มืออาชีพในการบริหารงานสาธารณสุขขึ้นมาเป็นธงนำ

ส่วนรัฐบาลและทหารเป็นกำลังเสริม ไม่ต้องรอให้โรคระบาดขยายตัวไปเรื่อยๆ กระทบกับชีวิตและเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎร จะใช้การเปิดประชุมสมัยวิสามัญในการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอไปแล้ว แต่ยอมรับว่ามีความยากลำบากที่จะใช้เสียงสองสภารวมกันให้ได้ 1 ใน 3 และรัฐบาลเองก็ไม่ได้ตอบรับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามพรรคร่วมฝ่ายค้านก็จะหาวิธีสื่อสารกับประชาชนให้ทราบถึงวิธีการดูแลตัวเอง 

ทั้งนี้ พันตำรวจเอก ทวี กล่าวว่า ไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นเกมส์การเมือง เพราะฝ่ายค้านไม่ได้ต้องการที่จะเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อมาหลอกด่ารัฐบาล แต่ต้องการให้รัฐบาลรับความความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ และร่วมกันหาทางออกวิกฤตนี้ โดยไม่กังวลว่าจะยิ่งเป็นการชุมนุมของคนจำนวนมากแล้วจะทำให้เชื้อไวรัสแพร่ระบาด เพราะเชื่อว่ารัฐสภาจะมีระบบคัดกรองที่ดีและถูกสุขลักษณะ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อน้อย

เพราะมีคนที่ไปตรวจหาเชื้อน้อย เหมือนเป็นการปิดบังและทำให้คนเกิดความหวาดระแวง แต่การแก้ไขปัญหาช่วงวิกฤตคือผู้นำประเทศ ดังนั้นคนที่สมควรลาออกจากตำแหน่งไม่ใช่อธิบดีกรมการค้าภายใน แต่เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ปล่อยให้หน้ากากอนามัยขาดตลาดทั้งที่เป็นประเทศผู้ผลิต 

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า กิจกรรมซักฟอกนอกสภา ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นในหัวข้อ ‘กระชากหน้ากากแก็งค์อมหน้ากากกระบวนการหากินบนความเป็นความตายของประชาชน’ ซึ่งจะเป็นการจัดแบบปิดที่ไม่ให้คนเข้าชม แต่จะปรับรูปแบบเปิดข้อมูลข่าวสารผ่านเพจ ‘ฝ่ายค้านเพื่อประชาชน’ และเฟซบุ๊กไลฟ์แทน แต่จะกำหนดวันเวลา อีกครั้ง

สำหรับการประชุมวิปฝ่ายค้านนอกสภา ใช้สถานที่พรรคเพื่อไทย และมีมาตรการป้องการการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วยการจัดที่นั่งประชุมเว้นระยะห่าง 1 เมตร และผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต้องผ่านการตรวจวัดไข้