ไม่พบผลการค้นหา
กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยบริเวณริม ถ.อินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี ตรวจวัดค่าฝุ่นละอองได้สูงสุดที่ 47 มคก./ลบ.ม. ด้านนิด้าโพล เผยผลสำรวจพบประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ เจ็บป่วยง่ายขึ้น หายใจไม่สะดวก แสบจมูก จี้แก้ปัญหาเร่งด่วน

กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ เวลา 15.00 น. ตรวจวัดได้ระหว่าง 38 – 47 มคก./ลบ.ม อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (มาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.) ดังนี้ เขตบางนา 40 มคก./ลบ.ม. , เขตวังทองหลาง 38 มคก./ลบ.ม. , ริมถนนพระราม4 เขตปทุมวัน 42 มคก./ลบ.ม. , ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี 47 มคก./ลบ.ม. , ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง 40 มคก./ลบ.ม. และ ริมถนนพญาไท เขตราชเทวี 40 มคก./ลบ.ม. 

0000.jpg

ด้านนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนรวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง ถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความเร่งด่วนในการแก้ปัญหามลพิษและฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ร้อยละ 58.64 ระบุว่า เร่งด่วนมาก ร้อยละ 35.20 ระบุว่า เร่งด่วน ร้อยละ 5.20 ระบุว่า ไม่เร่งด่วน และ ร้อยละ 0.56 ระบุว่า ไม่เร่งด่วนเลย และร้อยละ 0.40 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านการได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษและฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.52  ระบุว่า ได้รับผลกระทบ เนื่องจากทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยง่ายขึ้น หายใจไม่สะดวก แสบจมูก ปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอ มีผื่นขึ้นตามร่างกาย ระคายเคืองตา ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ค่อยดี มองไม่เห็น มองไม่ชัด ทำให้มีเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ขณะที่ ร้อยละ 38.24 ระบุว่า ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากว่าพักอาศัยในเขตที่ไม่มีฝุ่นละออง อยู่ห่างไกลจากเขตที่มีการก่อสร้าง ไม่ค่อยได้เดินทางออกนอกบ้าน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ใช้รถส่วนยนต์ตัวในการเดินทาง หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในเขตที่มีการก่อสร้าง และร้อยละ 0.24 ไม่ระบุ/  ไม่แน่ใจ

สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหามลพิษและฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 23.52 ระบุว่า การจัดการจราจรที่ดี ไม่ให้เกิดปัญหารถติด สาเหตุของการเกิดมลพิษบนท้องถนน รองลงมา ร้อยละ 15.36 ระบุว่า ควบคุมมาตรฐานและตรวจวัด ค่าฝุ่นละอองในที่มีการก่อสร้าง ไม่ให้ค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ร้อยละ 14.96 ระบุว่า รณรงค์ลดการใช้รถส่วนตัว หันมาใช้การเดินทางด้วยขนส่งมวลชน ร้อยละ 11.84 ระบุว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น เพื่อดูดซับ และลดผลกระทบจากมลพิษในอากาศ ร้อยละ 8.40 ระบุว่า อนุมัติการก่อสร้างขนาดใหญ่ ให้เริ่มสร้างทีละโครงการ ทีละจุด ไม่เริ่มก่อสร้างพร้อม ๆ กัน ร้อยละ 7.68 ระบุว่า ทำฝนหลวง เพื่อให้ฝนตกช่วยชะล้างฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศ ร้อยละ 7.52 ระบุว่า เพิ่มบทลงโทษและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการควบคุมการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน

ร้อยละ 4.48 ระบุว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนทราบถึงสาเหตุและอันตรายที่เกิดจากมลพิษและฝุ่นละออง ร้อยละ 2.24 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ มีมาตรการควบคุมดูแลท่อไอเสียรถทุกชนิด กำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์ มีมาตรการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมและหลีกเลี่ยงการสร้างโรงงานในเขตเมือง จำกัดจำนวนรถยนต์ในแต่ละบ้าน ลดปริมาณรถแท็กซี่ลง ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่มีแนวทางที่จะสามารถแก้ปัญหามลพิษและฝุ่นละอองได้ และร้อยละ 4.00 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงสถานการณ์ปัญหามลพิษและฝุ่นละออง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในอนาคต พบว่า ร้อยละ 27.76 ระบุว่า ดีขึ้น ร้อยละ 17.52 ระบุว่า เหมือนเดิม/ไม่เปลี่ยนแปลง ร้อยละ 53.68 ระบุว่า แย่ลง และร้อยละ 1.04 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ