ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก Siripan Nogsuan Sawasdee วันนี้ (23 ธันวาคม 2568) ว่า พลังทางการเมืองของผู้ใช้แรงงาน
ในการแข่งขันเลือกตั้งของไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนถึงการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีจำนวนประมาณ 9 ล้านคน คิดเป็นศักยภาพทางการเมืองราว 26-27 ที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อ ยังไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำหน้าที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนกลุ่มนี้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ไม่ได้เกิดจากจำนวนหรือความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน หากแต่เกิดจาก โครงสร้างของระบบเลือกตั้ง ผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรม แม้จะทำงานรวมกันในพื้นที่เดียวกัน เช่น นิคมอุตสาหกรรม หรือในปัจจุบันรวมถึงแรงงานในระบบแพลตฟอร์มและ gig economy เช่น ไรเดอร์ เมื่อถึงวันเลือกตั้งกลับต้องใช้สิทธิตาม ภูมิลำเนาในทะเบียนบ้าน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ
ผลที่ตามมาคือ คะแนนเสียงของแรงงานจำนวนมากเหล่านี้ ไม่สามารถถูกรวมเป็นกลุ่มก้อนทางการเมือง ทำให้ขาดพลังต่อรองกับนายจ้าง กลุ่มทุนขนาดใหญ่ หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิแรงงาน พรรคการเมืองจึงไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะผลักดันนโยบายแรงงานอย่างจริงจัง
หนึ่งในแนวทางที่เคยเสนอ คือ กกต. ควรพัฒนาแนวคิดการลงทะเบียนผู้เลือกตั้ง (voter registration หรือ voter enrollment) โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งทำงานและพำนักอยู่ในพื้นที่ใดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 3 หรือ 5 ปี สามารถลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนอาศัยและทำงานจริง เช่น เขตนิคมอุตสาหกรรม
หากผู้ใช้แรงงานสามารถรวมกันใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเดียวกันได้ พลังทางการเมืองและอำนาจต่อรองของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พรรคการเมืองย่อมหันมาให้ความสำคัญกับแรงงานมากขึ้น ทั้งในแง่นโยบาย ค่าจ้าง สวัสดิการ และการขยายความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน
ขอย้ำว่า การลงทะเบียนผู้เลือกตั้งไม่ใช่การเลือกตั้งล่วงหน้า หรือการเลือกตั้งนอกเขต
การลงทะเบียนหมายความว่า คะแนนเสียงจะถูกนับในหน่วยและเขตเลือกตั้งนั้นโดยตรง ในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น ไม่ถูกส่งกลับไปนับที่ภูมิลำเนาเดิม
นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้คะแนนของผู้ใช้แรงงาน “มีพลัง” เพราะสามารถถูกรวมและสะท้อนเป็นฐานเสียงทางการเมืองได้จริง
อาจมีคนแย้งว่า การเปิดให้ลงทะเบียนเช่นนี้ อาจนำไปสู่การ “ขนคน” มาลงทะเบียนในบางเขต ข้อกังวลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ก็สามารถป้องกันได้ เช่น กำหนดให้ต้องมีหลักฐานการทำงานและการพำนักจริง การรับรองจากนายจ้าง หรือการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่เขตและ กกต. รวมถึงกำหนดกรอบเวลาการลงทะเบียนล่วงหน้า เช่น อย่างน้อย 6 เดือนก่อนวันเลือกตั้ง
แม้เริ่มต้นอาจมีความขลุกขลักในทางปฏิบัติ แต่หากมีความตั้งใจทางนโยบายและการออกแบบระบบที่รอบคอบ ปัญหาเหล่านี้ย่อมสามารถคลี่คลายได้
อาจมีคำถามต่อเนื่อง 2 ประการ
1. หากผู้ใช้แรงงานไม่ประสงค์ลงทะเบียน จะถูกบังคับหรือไม่ คำตอบคือการลงทะเบียนควรเป็น “ทางเลือก” ผู้มีสิทธิยังสามารถเลือกตั้งตามภูมิลำเนาเดิมได้เช่นเดิม แต่หากเลือกลงทะเบียนในพื้นที่ทำงาน กกต. จะต้องคัดชื่อออกจากเขตภูมิลำเนา เพื่อป้องกันการใช้สิทธิซ้ำ ซึ่งหมายความว่า กกต. ต้องทำงานเพิ่มขึ้น และต้องทำอย่างละเอียด รอบคอบ
2. การลงทะเบียนผู้เลือกตั้งควรเปิดให้เฉพาะผู้ใช้แรงงานเท่านั้น หรือควรขยายไปยังกลุ่มอื่นที่พำนักและทำงานนอกภูมิลำเนาเดิมด้วยหรือไม่ ประเด็นนี้ยังเปิดกว้าง และควรเป็นเรื่องที่สังคมร่วมกันถกเถียงต่อไป