“ไม่น่าข้ามเพศเลยใช่ไหม”
กุ๊ก ฐิติกาญจน์ จตุรพิตร พูดขำ ๆ ขณะดูรูปสมัยก่อน ‘เทคฮอร์โมน’ ของตัวเอง ผู้หญิงน่ารัก ผิวขาว ร่างเล็กในวันนั้นกลายมาเป็นผู้ชายผิวเข้ม กล้ามเป็นมัด และดูแข็งแรงขึ้นมาก กุ๊กในวัย 24 ปี เป็นฟิตเนสเทรนเนอร์ที่กำลังจะใส่ชุดเจ้าบ่าวเข้าพิธีแต่งงานเร็ว ๆ นี้ ในฟิตเนสแห่งหนึ่งบนถนนนวมินทร์ เรานั่งคุยกันเรื่องการเปลี่ยนจากหญิงเป็นชายที่ไม่ได้สบายอย่างที่คิด
ขั้นตอนของการเป็นทรานส์แมนที่กุ๊กผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?
กุ๊ก: ก่อนที่เราจะเริ่มเทคฮอร์โมน (การฉีดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเข้าไปในร่างกาย) เราต้องไปพบแพทย์ก่อน แล้วแต่ความสะดวกเลย ถ้าเลือกไปโรงพยาบาลใกล้บ้านก็เข้าไปถามเขาว่ามีบริการข้ามเพศไหม หรือที่แน่ ๆ ก็มีที่ยันฮี แทงเจอรีน จุฬาฯ รามาฯ อะไรแบบนี้ก็ได้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าเรามีงบเท่าไหร่หรือเราสะดวกไปที่นั่นไหม
พบคุณหมอตรวจร่างกายว่าเราแข็งแรงพอที่จะเทคฮอร์โมนไหม แล้วก็พบจิตแพทย์ พูดคุยกับเขาว่าเราโอเคไหมกับการข้ามเพศ เพราะพอเราข้ามเพศมาชีวิตเราจะไม่เหมือนกับตอนเป็นผู้หญิงแล้ว ทั้งเรื่องการเข้าสังคม การเข้าห้องน้ำ ร่างกายคุณจะเปลี่ยน และไม่ได้มีแต่ข้อดี มันจะมีข้อเสียด้วย คือ สภาพร่างกาย สิว ขน หนวด มันจะมาหมดทุกอย่าง ก่อนจะเทคฮอร์โมนเราจึงควรพูดคุยกับคนใกล้ตัวและครอบครัวด้วย
เมื่อผ่านขั้นตอนที่หมอวินิจฉัยแล้ว เราก็รับฮอร์โมน ช่วงแรกที่กุ๊กรับคือ 250 มก. หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ หมอให้ปริมาณนี้ประมาณสองเดือน แล้วเราก็ตรวจเลือด การตรวจเลือดสำคัญมากเพราะเราต้องเช็คความเข้มข้นของเลือด คลอเรสเตอรอล และระดับฮอร์โมน แล้วมันก็จะใช้เวลาค่อนข้างนานหน่อยที่จะทำให้ฮอร์โมนที่เราเทคเข้าไปนั้นคงที่บางคนใช้เวลาหนึ่งปี แต่ของกุ๊กใช้เวลา 3 ปีถึงจะคงที่ ปริมาณการเทคฮอร์โมนที่ต้องเทคของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของเลือดด้วย บางคนแพ้สเตอรอยด์ ระหว่างหลับถึงขั้นหยุดหายใจก็มี หมอก็ต้องหยุดฉีดฮอร์โมน คุณไม่สามารถข้ามเพศได้ ประเด็นความปลอดภัยและสุขภาพสำคัญมาก เพราะทุกวันนี้มีฮอร์โมนขายเยอะ ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่ามันเป็นของปลอมหรือเปล่า มันอันตรายมาก ควรจะได้รับการดูแลจากแพทย์ดีกว่า
ร่างกายเราเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
กุ๊ก: การเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้เปลี่ยนตั้งแต่เดือนแรกนะ เสียงมันเปลี่ยนอาทิตย์ที่สองก็จริง มันเริ่มแตก แต่มันจะยังแหลม ๆ เหมือนเด็กผู้ชายที่เพิ่งแตกหนุ่ม แล้วหลังจากนั้นมันจะทุ้มขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันก็ยังไม่สม่ำเสมอ ขน หนวด เครา ทุกอย่างยังไม่มี ผ่านมา 3 ปี ถึงจะเริ่มมีหนวดมีเครา แต่บางคนผ่านไปเดือนเดียวก็มีหนวดแล้ว การเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับแต่ละคน
ของกุ๊กนี่หน้าเปลี่ยน กรามเปลี่ยน มีสิวขึ้นตรงโซนหัวไหล่ หน้าอก และข้างหลัง เป็นจุดที่คุณหมอบอกว่ามันแสดงว่าเรามีฮอร์โมนเพศชายมากขึ้น เหมือนเด็กผู้ชายที่กำลังเป็นวัยรุ่นทั่วไปเลย เหมือนที่บอกไปว่ามันไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไป บางคนขึ้นทั้งหน้าเลยก็มี หน้ามัน ขน หนวด เป็นสิ่งที่ต้องเจอ หนวดตอนนี้ขึ้นเร็วมาก พยายามที่จะไม่โกนเพราะโกนแล้วมันเป็นแผล
เหมือนเราต้องเรียนรู้วิธีการดูแลร่างกายตัวเองใหม่เลย?
กุ๊ก: ใช่ครับ เราถึงต้องพบจิตแพทย์ก็เพราะแบบนี้แหละ เพราะเราจะต้องเจอกับเรื่องที่ไม่เคยเจอ การที่เราจะเป็นผู้ชายคนหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องรับสภาพให้ได้ว่า สรีระเราเปลี่ยนไป ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด การดูแลรักษาความสะอาดเปลี่ยนไปหมด แล้วคุณจะยอมรับได้ไหมกับการที่ตื่นขึ้นมาแล้วมีสิวทั้งตัว หรือคุณผิวมันมาก คือคุณไม่ได้กลับไปน่ารักเหมือนเมื่อก่อนแล้วอะ คุณรับได้ไหม? มันบอกไม่ได้หรอกว่าเมื่อเทคฮอร์โมนไปแล้วร่างกายคุณจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง คุณจะหล่อเหมือนเดิมไหม สุขภาพคุณจะดีเหมือนเดิมไหม
กุ๊กเคยเปรยว่าอยากให้การแพทย์ของไทยให้ข้อมูลเรื่องนี้มากกว่านี้?
กุ๊ก: ใช่ เพราะเดี๋ยวนี้มีวัยรุ่นที่สนใจแล้วมาถามเราเยอะ ส่วนใหญ่ก็จะถามว่า เทคฮอร์โมนแล้วมีกล้ามใช่ไหม ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่คือคนข้ามเพศมีกล้ามได้เพราะเราเทคฮอร์โมน แต่จริง ๆ มันไม่ใช่ คนข้ามเพศที่เทคฮอร์โมนมาเป็นสิบ ๆ ปี ถ้าไม่ออกกำลังกายเลยก็ไม่มีกล้ามนะ แล้วก็มีคนถามว่าทำยังไงให้มีหนวด บางคนก็ขอแค่เทคฮอร์โมนให้มีหนวดแล้วหยุดได้ไหม สำหรับเรา เราคิดว่าการที่คุณรู้ว่าคุณอยากเป็นทอม แต่แค่อยากมีหนวด หากมันต้องแลกกับการเอาร่างกายมาเสี่ยงกับฮอร์โมนพวกนี้ กุ๊กมองว่ามันไม่คุ้ม พอเราพูดมันไม่น่าเชื่อถือเท่าหมอพูดไง
ที่บอกไปว่าทุกวันนี้มีฮอร์โมนขายเยอะขึ้น บางคนเขาซื้อมาฉีดเองเพราะไม่มีเงินพอที่จะเข้ารับการให้บริการ เพราะราคามันค่อนข้างสูง หรือบางคนอยู่ต่างจังหวัด อยู่ไกล ส่วนใหญ่ แม้จะสามารถเข้ามาติดต่อขอรับบริการจากโรงพยาบาลและขอรับยาไปฉีดที่คลินิก โดยมีใบรับรองแพทย์ให้ มันก็ยังค่อนข้างลำบากอยู่ดี เพราะโรงพยาบาลที่ให้บริการส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ เลยอยากให้ทางแพทย์ทำสื่อออกมาว่าการให้บริการการข้ามเพศในไทยมันมีแล้วนะ มันมีอยู่จริงและถูกกฎหมาย น่าจะทำให้สังคมรับรู้มากขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ที่เคยเจอเขาไม่รู้จัก
ขั้นตอนไหนลำบากที่สุดของการเปลี่ยนเป็นผู้ชาย?
กุ๊ก: นอกจากผ่าหน้าอก ทรานส์แมนจะยุ่งหน่อยเรื่องช่วงล่าง เพราะเราจะต้องผ่าตัดมดลูกออก ปิดช่องคลอด และต้องปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ และต้องปั้นองคชาตอีก พอต่อองคชาตเสร็จแล้ว ถ้าเราปัสสาวะแล้วมันค้างอยู่ในท่อ อักเสบ เราก็ต้องไปผ่าใหม่อีก มันหลายขั้นตอน การผ่าตัดใหญ่มันต้องผ่านอะไรเยอะมาก ถ้าคุณเทคฮอร์โมนแล้วมดลูกคุณฝ่อไปเอง คุณโชคดี เอาง่าย ๆ คือ อย่าอาย ควรตรวจภายในด้วย เพราะถ้าคุณเลือกเดินทางนี้แล้ว คุณควรดูแลร่างกายให้มากที่สุด
อย่างการออกกำลังกาย จริง ๆ มันไม่จำเป็นเลยว่าเราจะต้องเล่นแค่เวทเทรนนิ่ง แล้วแต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนเลย อาจจะเล่นบาส ว่ายน้ำ วิ่ง ทำได้ทุกอย่าง ขอแค่คุณหาเวลาว่างออกกำลังกายก็พอ เพราะหลังจากที่เราเทคฮอร์โมน เลือดเราจะข้นขึ้น และส่งผลให้ระดับคลอเรสเตอรอลสูงขึ้น ถ้าเรายังใช้ชีวิตแบบเดิมนอนดึก สูบบุหรี่ มันอาจจะยิ่งทำให้ร่างกายเราแย่ลง
ทุกวันนี้เรายังต้องฉีดฮอร์โมนอยู่ไหม?
กุ๊ก: ต้องฉีดตลอดชีวิตเลยครับ
ย้อนกลับไปตอนนั้น กุ๊กตัดสินใจอย่างไรในการเลือกว่าจะเปลี่ยนหรืออยู่ในเพศสภาพแบบเดิม?
กุ๊ก: ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก กุ๊กไม่รู้หรอกว่ากุ๊กอยากเป็นผู้ชาย การเลี้ยงดูคือ กุ๊กอยู่กับคุณพ่อมาตลอด เราเรียนโรงเรียนหญิงล้วนแต่เราก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิง มันเด็กมากเราก็ไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร เราแค่รู้สึกว่าถ้าเล่นกับเพื่อนผู้ชายเราแฮปปี้ เราอยากอยู่กับเพื่อนผู้ชาย เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ทอม คืออะไร เราก็เป็นแบบนี้ของเรา จนพอโตขึ้นเรื่อย ๆ เรารู้สึกว่า เราเป็นผู้ชาย
พอโตมาเราได้รู้จักเพื่อนต่างชาติ เขาบอกเราว่า เขาเป็นทรานส์แมนนะ เราก็ เฮ้ย อะไรอะ มีด้วยเหรอ ก็เลยลองศึกษาข้อมูลดู ตอนนั้นอายุประมาณ 18 ปี สมัยนั้นมีพี่ ๆ กลุ่มคนข้ามเพศแล้ว เราก็ไปปรึกษาเขา แล้วก็ไปทำเลย ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าเราจะเป็นผู้ชาย เราต้องมาให้ได้
เหมือนสังคมตีกรอบไว้ว่า ผู้ชายต้องลักษณะประมาณนี้ ผู้หญิงต้องแบบนี้ แล้วการที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นผู้หญิง มันทำให้เราอึดอัดกับการเป็นทอมที่อยู่ในช่วงก้ำกึ่งของการเป็นผู้หญิงและผู้ชาย ตอนที่กุ๊กเป็นทอมเราอึดอัดที่เราจะเข้าไปคุยกับใคร พอจะพูด ‘ครับ’ ก็ไม่ได้ จะพูด ‘ค่ะ’ ก็ยังไง ๆ ไม่รู้ พอเป็นแบบนี้แล้วเรารู้สึกกล้ามากขึ้นที่จะเจอผู้คน รู้สึกเป็นตัวเรามากขึ้น มันมีความสุขอะ
คำถามอะไรที่เราเจอบ่อยที่สุดจากคนอื่นเมื่อรู้ว่าเราเป็นผู้ชายข้ามเพศ?
เจอบ่อยที่สุดถ้าเขารู้คือ “คุณเป็นผู้ชายเหรอ จริงเหรอ?” ส่วนใหญ่ถ้าคนที่ไม่รู้ เขาก็จะคิดว่าเราเป็นผู้ชายนะ เพราะเราคงไม่เดินไปแนะนำตัวกับใครแล้วบอกว่าเราเป็นคนข้ามเพศ สมมติถ้าคุณไม่ได้ดูบัตรประชาชนเรา คุณก็จะให้เกียรติเราและปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นผู้ชายคนหนึ่ง แต่พอคุณเห็นคำว่านางสาวปุ๊บคุณรู้สึกว่าเราแปลก แล้วการพูดคุยก็จะเปลี่ยนไป การปฏิบัติตัวกับเราก็จะเปลี่ยนไป มาถึงทุกวันนี้ เราคิดว่า ประสิทธิภาพของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นเพศอะไร แต่มันอยู่ที่ตัวตนของคุณว่าคุณจะแสดงมันออกมายังไง
แต่จริง ๆ สังคมก็เปิดกว้างขึ้นแล้วนะ ส่วนใหญ่ที่มีปัญหามาก ๆ คือตอนต้องทำธุรกรรมมากกว่า
แล้วว่าที่เจ้าสาวว่าอย่างไรบ้าง?
กุ๊ก: แฟนก็บอกว่าเสียดาย คิดถึงคนเก่า (ยิ้ม)