ไม่พบผลการค้นหา
นายกฯ ชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ระบุเศรษฐกิจเจอปัจจัยท้าทายทั้งภายใน-ภายนอก แต่ยังดันตัวเลขเติบโตได้ร้อยละ 4 ส่วนปัญหาผลผลิตเกษตรตกต่ำ-ภัยแล้ง-น้ำท่วม เป็นปัญหาทั่วโลก ขณะที่ 'สมคิด' ปัดข้อหาเอื้อเจ้าสัว ย้ำรัฐบาลกำลังใช้ EEC สร้างเศรษฐกิจประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ชี้แจงถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ช่วงค่ำ 24 ก.พ.2563 โดยระบุว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ท้าทายมาก เพราะมีหลายอย่างเข้ามาเป็นปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ซึ่งก่อนหน้านั้น สามารถทำตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ร้อยละ 4 ขึ้นไป แต่เศรษฐกิจโลกในช่วงขาลง ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกตั้งแต่กลางปี 2561 จึงกลายเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจซึ่งทุกคนทราบดี ทั้งการผลิต จีดีพี และความเป็นอยู่ เป็นเรื่องที่บังคับไม่ได้ แต่รัฐบาลก็พยายามแก้ไขปัญหา เพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ก็ปรับลดการประมาณการเศรษฐกิจของเศรษฐกิจโลกลงถึง 6 ครั้ง ประเมินว่าการค้าโลกจะขยายตัวเพียงร้อยละ 1 ในปี 2562

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจเกษตรตกต่ำทั่วโลก ประเทศไทยมีเกษตรกร 20 ล้านคน สัดส่วนร้อยละ 20 ของจีดีพี ต้องได้รับผลกระทบแน่นอน และต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งน้ำท่วมเป็นระยะระยะ ซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหามากพอสมควร พร้อมระบุปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ไวรัสโคโรนา สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งสิ้น ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วทำงานอย่างหนักทั้ง โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โครงการไทยแลนด์ 4.0 จนทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากที่ติดลบร้อยละ 0.7 ในไตรมาสที่ 1 หลังการรัฐประหาร ขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 5 ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 แล้วลงมาเหลือ 2.4 ในไตรมาส 2 ของปี 2562 ส่วนที่กล่าวหาว่า ประโยชน์เจ้าสัว ระบุว่าเจ้าสัวก็มีมานานในทุกรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจต้องประคับประคองให้ผ่านเศรษฐกิจช่วงขาลงไปได้ ซึ่งรัฐบาลประคองตัวได้พอสมควรในครึ่งหลังของปี 2562 ไตรมาสที่ 3 ปี 2562 อยู่ที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ร้อยละ 1.3 สิงคโปร์อยู่ที่ 0.5 ส่วนประเทศจีนลดลงมาต่ำสุดใน 111 ไตรมาส ส่วนฮ่องกงติดลบร้อยละ 2.9 ซึ่งนี่คือตัวเลขที่ชัดเจน ขณะที่การท่องเที่ยวประเทศไทยสามารถขยายตัวได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ถึงร้อยละ 4.4 ขณะที่ราคาสินค้าเกษตร ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวดีขึ้นจาก 2.79 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 6.93 บาทต่อกิโลกรัมในช่วง 7 เดือน ส่วนการลงทุนยังเป็นไปตามเป้าหมายที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ตั้งไว้ที่ 750,000 ล้านบาท โดยกว่าร้อยละ 59 อยู่ในพื้นที่ EEC

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังย้ำว่า ไม่ได้ทิ้งประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ทั้งการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การยกระดับสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร ช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ SME วางรากฐานให้กับอนาคตประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรมตามเป้าหมายประเทศไทย 4.0 การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และมาตรการขับเคลื่อนเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ การขับเคลื่อนการส่งออก การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยว การดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนโดยเฉพาะต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลก็พยายามพัฒนาการขายสินค้าที่มีคุณภาพ รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงขออย่าพูดในสิ่งที่ไม่ดีเพียงด้านเดียว 

ทั้งยังกล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบ 7 เดือนแรกว่า ระยะที่ 1 การช่วยเหลือเกษตรกรจากภัยแล้ง ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยกลุ่มด้วยโครงการชิมช้อปใช้ ระยะที่ 2 เน้นเรื่องการท่องเที่ยวในประเทศและอสังหาริมทรัพย์ ระยะที่ 3 สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากฐาน กองทุนหมู่บ้าน ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ลดภาระซื้อที่อยู่อาศัย

ประยุทธ์ อภิปรายไม่ไว้วางใจ สภา

ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโคโรนา ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลมีมาตรการป้องกันพอสมควร มีการป้องกันการแพร่ระบาด มีมาตรการที่ดีและไม่ประมาท ซึ่งมาตรการที่แรงขึ้นก็ต้องพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ อย่างมาตรการของประเทศจีน มี 200 กว่าล้านกล้อง เพื่อดูทุกอย่างและมีกฎหมายที่เข้มงวด ส่วนประเทศไทยทั้งในและนอกสภาก็ไม่เอากฎหมายสักตัว

พลเอกประยุทธ์กล่าวต่อว่า การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากขณะนี้ มีกองทุนหมู่บ้านทั้ง 7 หมื่นกว่าแห่ง มีโครงการประชารัฐสร้างไทยลงไปถึงหมู่บ้านและประชาชน เพื่อพัฒนาท้องถิ่นตามความต้องการประชาชน มีการส่งเสริมฐานรากผ่านมาตรการ BOI มีทั้งการท่องเที่ยวและการเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตร มีการช่วยเหลือเกษตรกรทั้งลดต้นทุนการผลิต การประกันรายได้พืช 5 ชนิด การช่วยเหลือภัยแล้ง ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ การส่งเสริมการใช้ยางพารา ส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรตามแนว BCG model

‘สมคิด’ ปัดเอื้อเจ้าสัว อ้างแต่หุ้นขึ้นเขาก็สบายแล้ว

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย สาเหตุที่เกิดความเหลื่อมล้ำเพราะราคาสินค้าตกต่ำ แรงงานก็รายได้ต่ำ เอกชนก็ไม่กล้าลงทุน พาให้ทุกอย่างตกต่ำตามไปด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลเน้นการส่งออกเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดย BOI ซึ่งบริษัทใหญ่จะได้ประโยชน์ เกิดช่องห่าง แต่รัฐบาลก็หาทางแก้ต่อว่าทำอย่างไรให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย รัฐบาลกำลังทำโครงการ EEC เพื่อดึงนักลงทุนเข้ามา ยกระดับสินค้า แต่ไทยเองก็ไม่มีความสามารถ ต้องดึงต่างชาติเข้ามาช่วยโดยการออกมาตรการมาจูงใจ และอาศัยบริษัทใหญ่ในไทยมาร่วมมือกับบริษัทต่างชาติ

ประยุทธ์ อภิปรายไม่ไว้วางใจ-6 รมต.

เวทีระดับโลกก็พูดถึงโครงการนี้ แต่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ก็ต้องมีจุดบกพร่องบ้าง แต่กำลังแก้ ซึ่งรัฐบาลเริ่มต้นจาก 0 จนตอนนี้เป็นที่สนใจทั้งจีน และญี่ปุ่น นี่คือความพยายามในการสร้างสิ่งนี้ภายในเวลา 3-4 ปี มันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่มี EEC ประเทศไทยจะแย่กว่านี้ มีการโจมตีหาว่าบุกรุกที่ทำกินและมีการเอื้อประโยชน์ ตนอยากจะบอกว่าคณะทำงานทำด้วยความอดทน EEC ถือเป็นชิ้นงานสำคัญของรัฐบาล และจะสำคัญกับประเทศในอนาคต ข้อต่อมาคือประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ดิจิตัล เช่น อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน และกำลังจะมี 5G ในปีนี้

อีกทั้ง National E-payment ที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาให้กรมบัญชีกลางสามารถส่งเงินโดยตรงรัฐต่อรัฐ เอกชนต่อรัฐ และรัฐต่อประชาชน สวัสดิการเกิดขึ้นครั้งแรกอย่างจริงจัง เพราะเรามีฐานข้อมูลและสามารถยิงเงินได้อยากจริงจัง แต่รากเหง้าคือเราไม่จริงจังกับการปฏิรูปภาคเกษตร ถ้าเรามองแค่ผลผลิตไม่มองที่ชุมชนจะไม่สามารถขจัดความยากจนได้เลย ถ้าจะให้เกษตรกรแปรรูปผลผลิตได้ต้องมุ่งไปที่วิสาหกิจชุมชน ต้องหาเครื่องจักรให้ชุมชน ต่อการท่องเที่ยวให้เข้าชุมชน ชิมช้อปใช้ ไม่ได้ตั้งให้สนุก แต่เป็นการดึงคนกรุงที่มีอำนาจซื้อเข้าไปจับจ่ายในชนบท

ตอนนี้ไม่ได้เอื้อแค่ร้านสะดวกซื้อแต่เอื้อทุกอย่างในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ตนเรียกว่า ‘ประชารัฐสร้างไทย’ ไม่ได้เกี่ยวกับพรรค เพราะตนคิดเรื่องนี้มาก่อน และการทำงานต้องมี ประชาชน เอกชน และรัฐ รวมกันเป็นที่มาของชื่อนี้ สิ่งเหล่านี้ที่กำลังทำทำให้ดัชนีต่างๆ ดีขึ้นทุกตัว จนธนาคารโลกยังชมว่าไทยเป็นตัวอย่างของการพัฒนาประเทศ จีดีพีของประเทศโตขึ้น 3 ล้านล้านจากปี 2558 นี่หรือรัฐบาลไม่มีผลงาน เจ้าสัวไม่ต้องเอื้อเขา แค่หุ้นขึ้นเขาก็สบายแล้ว จะไปเอื้อเขาทำไม อีกสิ่งหนึ่งที่ตนไม่เอ่ยไม่ได้ คือ เราสามารถสร้างมิตรประเทศได้มหาศาล แม้ช่วงแรกที่รัฐประหารจะไม่ได้รับการยอมรับ แต่ปัจจุบันเราทำการประชุมอาเซียนได้อย่างสง่าผ่าเผย แต่ตอนนี้มรสุมหลายลูกเข้ามาที่ประเทศไทย พอจีนทรุดในสงครามการค้า ทุกประเทศก็ทรุดหมด แม้เวียดนามจะยังโตได้ แต่เขาอยู่คนละขั้นกับเราที่ยังโตได้ แต่เราก้าวมาอีกขั้นแล้วก็ต้องสู้ต่อไป

ขณะเดียวกัน นายสมคิดยังได้กล่าวถึวเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ตอนนี้ก็เริ่มคลี่คลาย เป็นเรื่องมาตรการการเงินของแบงค์ชาติ ระเบิดลูกต่อมาคืองบประมาณ ที่ผ่านการพิจารณาอย่างล่าช้า รายจ่ายของรัฐบาลก็ติดลบ 5.1 แต่หลังจากนี้ต้องช่วยกันให้งบประมาณที่ผ่านมาแล้ว โครงการก็ต้องทำให้ได้ และลูกระเบิดสุดท้ายคือโรคระบาด ที่ไม่ได้กระทบท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่กระทบทุกอย่าง คนไม่ออกมาร้านค้า ฯลฯ แต่ถ้าตอนนี้เราร่วมกันทำงานให้ทุกฝ่ายร่วมกัน คนก็จะมีความหวัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: