นักโบราณคดีอังกฤษประกาศยืนยันว่ากระดูกที่ค้นพบในลานจอดรถแห่งหนึ่ง เป็นโครงกระดูกของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 กษัตริย์ในยุคกลางของอังกฤษ
โดยการค้นพบนี้กก่อให้เกิดกระแสการเรียกร้องให้มีการรื้อประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระองค์ขึ้นมาแก้ไขใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริงยิ่งขึ้น
ถือเป็นวันที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษอีกวันหนึ่ง เมื่อนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ประกาศยืนยันว่าโครงกระดูกโบราณที่มีการขุดพบในลานจอดรถแห่งหนึ่งของเมืองเลสเตอร์ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา เป็นโครงกระดูกของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 กษัตริย์อังกฤษผู้ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่เมื่อเกือบ 600 ปีที่แล้ว
การยืนยันเรื่องนี้ ผ่านการพิสูจน์ทั้งทางวิทยาศาสตร์และโบราณคดีอย่างละเอียดซับซ้อนนานกว่า 3 ปี เริ่มตั้งแต่การหาพิกัดหลุมพระศพ จนมาถึงกระบวนการขุดค้นและพิสูจน์อัตลักษณ์โครงกระดูก ไม่ว่าจะเป็นการตรวจค่าคาร์บอน ที่ปรากฏว่าโครงกระดูกปริศนานี้มีอายุไล่เลี่ยกับช่วงเวลาที่คาดกันว่าพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 สิ้นพระชนม์ คือช่วงปี 2028 นอกจากนี้ โครงกระดูกยังมีร่องรอยของการบาดเจ็บจากการต่อสู้ทั่วร่าง โดยเฉพาะที่บริเวณกะโหลกศีรษะ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่ากษัตริย์อังกฤษพระองค์นี้สิ้นพระชนม์ในสนามรบ
แต่หลักฐานที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ทีมนักโบราณคดีกล้าฟันธงว่าโครงกระดูกโบราณนี้เป็นของกษัตริย์อังกฤษผู้สาบสูญ ก็คือการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ โดยแทบไม่น่าเชื่อว่าถึงแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 5 ศตวรรษ แต่ทางทีมนักโบราณคดีก็ยังสามารถสืบเสาะหาตัวอย่างดีเอ็นเอจากจากทายาทสายตรงของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 มาเทียบกับโครงกระดูกได้ โดยดีเอ็นเอนี้มาจากมิเชลล์ อิบเซน ชาวแคนาดาผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้าหญิงแอนแห่งยอร์ก พระขนิษฐาแท้ๆของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3
แน่นอนว่าการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญนี้กลายเป็นประเด็นที่เป้นที่ฮือฮาอย่างมากในอังกฤษ เนื่องจากริชาร์ดที่ 3 ถือเป็นกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นชื่อเสียงในด้านร้ายๆอย่างความเหี้ยมโหดและการปกครองอันกดขี่นองเลือดดก็ตาม
การที่ในที่สุดพระศพของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ถูกค้นพบ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักประวัติศาสตร์บางส่วน ออกมาเรียกร้องให้มีการชำระประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระองค์ใหม่ เนื่องจากภาพลักษณ์อันโหดเหี้ยมของริชาร์ดที่ 3 ส่วนใหญ่เกิดจากการเขียนประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ทิวดอร์ ที่ครองอำนาจหลังการโค่นล้มพระองค์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายคนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมต่อกษัตริย์ผู็สาบสูญไปกว่า 500 ปีพระองค์นี้