มีคนบอกว่าวันที่ 23 กันยายน 2560 ซึ่งก็คือ วันนี้ จะเป็นสิ้นโลกแล้วนะครับ
ใครคนนั้นมีชื่อว่า นายเดวิด มี้ด (David Meade) ซึ่งอ้างตนเป็นนักเลขศาสตร์คริสต์เตียน (Christian numerologist) อธิบายว่า เขาได้ ทำการศึกษาเปรียบเทียบจากดาราศาสตร์ และข้อมูลในพระคัมภีร์ (คำว่า ‘ไบเบิล’ แปลตรงตัวว่า ‘พระคัมภีร์’) พบว่า ‘แพลนเนต เอ็กซ์’ (planet X คำนี้ก็แปลตรงตัวว่า ดาวเอ็กซ์ แต่อ่านแล้วส่อไปทาง ดาวยั่ว มากกว่า ในที่นี้จึงขอทับศัพท์ด้วยคำว่า แพลนเนต) จะพุ่งเข้าชนโลก
แต่ทำไมต้องเป็นวันที่ 23 กันยายน?
นายมี้ดอธิบายว่า พระเยซูคริสต์ทรงมีพระชนมายุอยู่เพียง 33 ปี ในขณะที่พระนาม ‘เอโลฮิม’ (Elohim) ซึ่งเป็นพระนามของพระผู้เป็นเจ้าตามความเชื่อของพวกยิว ก็ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์เป็นจำนวน 33 ครั้งพอดีเท่ากัน ดังนั้นเลข ‘33’ จึงมีนัยยะที่สำคัญ
ยิ่งเมื่อนายมี้ดเป็นผู้ที่เชื่อในนิมิต (omen) เขาจึงได้ลองนับจำนวนวันหลังจากที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งล่าสุด ซึ่งตรงกับวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมาแล้ว วันที่ 23 กันยายน ที่จะถึงนี้ก็จะตรงกับ 33 วันหลังจากเกิดสุริยุปราคาพอดี (เป็นนักเลขศาสตร์คริสเตียนนี่มันง่ายอย่างนี้นี่เอง!)
นายมี้ดยังได้อธิบายต่อไปอีกว่าใน หนังสือวิวรณ์ (Book of Revelation) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ที่กล่าวถึงวันสิ้นโลกนั้น ระบุความไว้ว่า สิ่งที่จะมาทำลายล้างโลกจะปรากฏตัวขึ้นมาจากฟากฟ้า ดังนั้นเจ้าสิ่งที่ว่านี่ก็น่าจะเป็น ‘แพลนเน็ต เอ็กซ์’ หรือ ‘ดาวพระเคราะห์ดวงที่ 10’ (ก็ถ้าจะนับรวมดาวพลูโตด้วยแล้ว ระบบสุริยจักรวาลของเราก็ยังมีดาวพระเคราะห์เพียงแค่ 9 ดวงไม่ใช่หรือ?)
ดังนั้นถ้าใครจะเชื่อในคำทำนายของนายมี้ดคนนี้แล้ว คุณพี่นักเลขศาสตร์คริสเตียนคนนี้เขาก็บอกเอาไว้ด้วยนะครับว่า เขาไม่ได้บอกว่า วันที่ 23 กันยายนนี้ โลกจะหายไปทันที แต่มันจะเป็นวันที่โลกที่เคยรู้จักจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมอีกต่อไป ก็เพราะข้อความเกี่ยวกับวันสิ้นโลกในหนังสือวิวรณ์ที่เขาเอามาอ้างนี่แหละ
แต่เอาเข้าจริงแล้ว ในหนังสือวิวรณ์ก็ไม่ได้เล่าถึงเจ้าแพลนเนต เอ็กซ์ นี่เสียหน่อย ความตรงนี้เป็นส่วนที่นายมี้ดคนนี้ตีความออกมาเอง โดยเอาอะไรที่เขาอ้างว่าเป็นดาราศาสตร์มายำใส่เข้าไปอีกนิด ซึ่งทางองค์การอวกาศระดับโลกอย่างนาซา (NASA) ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่มีหรอกนะครับไอ้เจ้าแพลนเนต เอ็กซ์ ที่นายมี้ดเขาว่าพูดถึงน่ะ
(พร้อมกันนี้องค์การนาซายังบอกอีกด้วยว่า ถ้าจะมีอะไรอย่างนั้นพุ่งเข้ามาชนโลกจริงๆ ระหว่างในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ มนุษย์โลกอย่างเราๆ จะต้องเห็นเจ้าสิ่งแปลกปลอมที่ว่าบนท้องฟ้าด้วยตาเปล่ามาตั้งนานแล้ว)
ถ้าอย่างนั้นแล้ว นายมี้ดเขาไปเอาไอ้เจ้า แพลนเนต เอ็กซ์ นี่มาจากไหนกัน?
ตอบแบบฟันธงลงไปง่ายๆ เลยก็คือ เอามาจากเทพปกรณ์นั่นแหละครับ เพียงแต่ไม่ใช่เทพปกรณ์ในคริสต์ศาสนา เพราะนายมี้ดนี่เขาก็เป็นคนบอกเอาไว้เองว่า เจ้าแพลนเน็ต เอ็กซ์ นี่มีชื่อเก่าแก่เรียกกันในหมู่ผู้คนในแอ่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย (ที่มีพวกยิวเป็นชายขอบ และโปรดอย่าลืมว่าคุณพี่มี้ดคนนี้เขานับจำนวน 33 ที่ใช้ในการทำนาย มาจากจำนวนการเอ่ยถึงพระนาม เอโลฮิม คือพระนามพระเป็นเจ้าของพวกยิวด้วย) ว่า ‘ดาวนิบิรุ’ (Nibiru)
อันที่จริงแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจนักว่า เราจะนับอะไรที่ผู้คนในแอ่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียเรียกว่า ‘นิบิรุ’ เป็น ‘ดาว’ ได้หรือเปล่าหรอกนะครับ เพราะแนวคิดที่อธิบายว่า ‘นิบิรุ’ เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งนั้นถูกเสนอขึ้นในงานเขียนชิ้นหนึ่งของ เซชาเรีย ซิตชิน (Zecharia Sitchin, พ.ศ. 2463-2553) ผู้ล่วงลับ
ซิตชิน ซึ่งลืมตาดูโลกในอาเซอร์ไบจาน แต่โตขึ้นในแถบดินแดนปาเลสไตน์ ก่อนจะไปจบการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองลอนดอน (University of London) แล้วจึงอพยพไปตั้งรกรากอยู่ที่มหานครนิวยอร์ก ในประเทศสหรัฐอเมริกา อ้างตนว่าเป็นนักอ่านอักษรโบราณ และเขาก็ได้ทำการศึกษาอักษรคูนิฟอร์มของพวกสุเมเรียน อันเป็นชนชาติที่เก่าแก่ที่สุดในแอ่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย จนค้นพบว่า ระบบสุริยจักรวาลของพวกสุเมเรียนมีดาวพระเคราะห์นับรวมได้ถึง 12 ดวง
(ซิตชินอ้างว่า พวกสุเมเรียนนับพระอาทิตย์ และพระจันทร์ รวมถึงดาวพลูโต เป็นดาวในระบบสุริยจักรวาลของพวกเขา โดยไม่สนใจว่าจะเป็นดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ดาวบริวาร เรียกได้ว่า นับเหมารวมกันหมด ดังนั้นถ้าจะมีดาวเพิ่มขึ้นมาอีกดวงก็ต้องเป็นดวงที่ 12 ในขณะที่ตามทฤษฎีทางดาราศาสตร์ในสมัยที่ซิตชินเสนอนั้น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลของเรามี 9 ดวง คือยังนับรวมดาวพลูโตี่ปัจจุบันตัดทิ้งไปแล้วเอาไว้ด้วย ผู้คนที่เชื่อถือในข้อสันนิษฐานของซิตชินจึงนับว่า ดาวนิบิรุเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 10 หรือแพลนเนต เอ็กซ์ นั่นเอง)
แน่นอนว่า สำหรับซิตชินแล้ว ดาวนิบิรุ ก็คือดาวที่อยู่ไกลออกไปจากดาวพลูโต ซึ่งก็ไกลเสียขนาดที่กว่าเราจะเห็นเจ้าดาวดวงนี้แต่ละครั้งก็ต้องรอเวลาถึง 3,600 ปีเลยทีเดียว (แน่ล่ะ ก็อยู่ไกลเสียขนาดนั้น)
ปัญหาก็คือว่า ซิตชินคิดว่าตนเองเป็นนักอ่านอักษรโบราณ แต่นักอ่านอักษรโบราณ รวมถึงนักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดีส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอย่างนั้นด้วยน่ะสิครับ แถมยิ่งเรื่องดาวนิบิรุนี่ก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะแทบจะไม่มีใครเชื่อถือเอาเสียเลย
โดยทั่วไปแล้ว ในพจนานุกรมของกลุ่มตระกูลภาษาสุเมโร-อัคคาเดียน (พวกสุเมเรียน และอัคคาเดียน ใช้ภาษาตระกูลเดียวกัน) จะอธิบายคำว่า ‘นิบิรุ’ ว่าหมายถึง ‘ที่ข้าม’ หรือ ‘ทางที่ตัดกัน’ หลายทีก็หมายถึง ‘เรือแฟร์รี’ (ซึ่งปัจจุบันหมายถึง เรือข้ามฟาก) หรือ ‘การโดยสารเรือแฟร์รี’ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชื่อดาว
และก็เพราะการที่คำๆ นี้ สามารถแปลว่าเรือข้ามฟากนี้ได้นี่แหละครับ ที่ทำให้หลายครั้งที่มีการเปรียบเปรยดวงดาวต่างๆ ในฐานะพาหนะของพระเจ้า คำว่า ‘นิบิรุ’ ในฐานะ ‘เรือแฟร์รี’ ก็ถูกนำไปใช้ในการเปรียบเปรยที่ว่านี้ด้วย ซึ่งก็ใช้กันเป็นโวหารปกติ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมแบบบาบิโลเนียน ที่ก็คืออีกหนึ่งอารยธรรมใหญ่ในแอ่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียเหมือนกัน
มีบ้างเหมือนกันที่ในบรรดาจารึกพวกนี้จะระบุลงไปเลยว่า ‘นิบิรุ’ ว่าคือ ‘ดาวไถ’ ซึ่งมีอยู่แค่แทบเล็ตเดียว (จารึกพวกนี้ทำจากดินเหนียว มีรูปทรงกระบอก และมีจำนวนนับเป็น แทบเล็ต) ก็ไม่ใช่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาล ดังนั้นแล้วจึงไม่ใคร่จะมีปราชญ์หรือนักวิชาการคนไหนเชื่อถือในสิ่งที่ซิตชินเสนอนัก
ผู้ที่เชื่อถือในข้อสันนิษฐานของซิตชิน (แน่นอนว่าคงมีคุณพี่มี้ดของเรา รวมอยู่ในจำนวนนั้นด้วย) นั้นเคยเชื่อกันว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546 จะครบรอบ 3,600 ปีที่ดาวนิบิรุจะโคจรกลับมาให้เห็นซึ่งก็แน่นอนว่า ‘เงิบ’ กันไปตามระเบียบ
ส่วนพรุ่งนี้ก็คงจะต้องรอดูกันอีกทีว่า นักเลขศาสตร์คริสเตียนอย่างนายมี้ดคนนี้จะเงิบหรือไม่เงิบ?