ไม่พบผลการค้นหา
นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันรวมรวมข้อมูลการเดินทางจากสมาร์ทโฟนเพื่อดูว่าคนเราเคลื่อนไหวมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันรวมรวมข้อมูลการเดินทางจากสมาร์ทโฟนเพื่อดูว่าคนเราเคลื่อนไหวมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน

มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดทำการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับนาทีจากข้อมูลทั้งหมด 68 ล้านวัน พบว่า ค่าเฉลี่ยของการเดินของคนทั่วโลกในแต่ละวันอยู่ที่ 4,961 ก้าว

คนฮ่องกงมีค่าเฉลี่ยการเดินสูงสุดอยู่ที่ 6,880 ก้าวต่อวัน ในขณะที่คนอินโดนีเซียอยู่อันดับท้ายสุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3,513 ก้าวต่อวัน

จากการวิจัยยังเปิดเผยรายละเอียดอีกว่าการเดินสามารถช่วยในการแก้ปัญหาโรคอ้วนได้

สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ที่มีไว้สำหรับตรวจจับลักษณะการเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟน เซ็นเซอร์ตัวนี้สามารถบันทึกการก้าวเดินได้ นักวิจัยได้นำเอาข้อมูลที่ไม่ระบุตัวตนจากผู้ใช้แอปพลิเคชัน Argus ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 700,000 คน มาใช้

สก็อต เดลป์ ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวภาพและหนึ่งในผู้วิจัย พูดว่า “การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาการเคลื่อนไหวของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ศึกษากันมา”

ก่อนหน้านี้มีการสำรวจสุขภาพที่่ดีอยู่แล้ว แต่การศึกษาครั้งนี้ได้ใช้ข้อมูลจากหลายประเทศมากขึ้น ใช้กลุ่มตัวอย่างประชากรมากขึ้น และติดตามกิจวัตรประจำวันอย่างต่อเนื่อง

“มันช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น”

ความเหลื่อมล้ำด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย

การค้นพบถูกตีพิมพ์ในวารสาร Nature ผู้วิจัยหลายท่านพูดว่าผลวิจัยช่วยให้ค้นพบข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยพัฒนาสุขภาพของประชากรได้

จำนวนก้าวเฉลี่ยในแต่ละประเทศไม่ได้มีนัยสำคัญต่อโรคอ้วนเท่าไหร่

กุญแจสำคัญคือ ความเหลื่อมล้ำด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งก็คล้ายๆกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ แต่ไม่ใช่ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน แต่คือความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่ขยันขยับตัวกับคนขี้เกียจ

ยิ่งประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย สูง ประเทศนั้นยิ่งเสี่ยงต่อการมีประชากรที่เป็นโรคอ้วนมากขึ้น

ทิม อัลต์ฮอฟฟ์ หนึ่งในผู้วิจัยกล่าวว่า “ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสวีเดนเป็นประเทศที่ช่องว่างระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกาย ของคนรวย กับ การเคลื่อนไหวร่างกายของคนจนแทบไม่แตกต่างกัน สวีเดนจึงเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคอ้วนต่ำ”

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก มีจำนวนก้าวเฉลี่ยที่ใกล้เคียงกัน แต่ในสหรัฐฯมีความเหลื่อมล้ำด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย สูงกว่า ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนมากกว่า

นักวิจัยหลายคนประหลาดใจว่าความเหลื่อมล้ำด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นตัวผลักดันให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงด้วย

ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ความเหลื่อมล้ำต่ำ คนเป็นโรคอ้วนน้อย ผู้ชายและผู้หญิงจะทำกิจกรรมในระดับที่ใกล้เคียงกัน

แต่ในประเทศที่ความเหลื่อมล้ำสูง อย่างในสหรัฐฯและซาอุดีอาระเบีย ผู้หญิงจะใช้เวลาน้อยกว่า

จัวเร ลาสโคเวค ส่วนหนึ่งของทีมวิจัย กล่าวว่า “เมื่อความเหลื่อมล้ำด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ถึงจุดสูงสุด กิจวัตรประจำวันของผู้หญิงจะลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับของผู้ชาย ดังนั้นโรคอ้วนจึงมีผลกับผู้หญิงมากกว่า”

ทีมวิจัยจากสแตนฟอร์ด กล่าวว่า การค้นพบช่วยอธิบายรูปแบบโรคอ้วนจากทั่วโลกและให้แนวคิดใหม่ๆในการแก้ปัญหา

ยกตัวอย่างเช่น มีการจัดอันดับ 69 เมืองที่เป็นมิตรกับการเดินในสหรัฐฯ

ข้อมูลจากสมาร์ทโฟนแสดงให้เห็นว่าเมืองอย่างนิวยอร์ก และ ซานฟรานซิสโก เป็นมิตรกับคนเดินเท้า และ เป็นเมืองที่มีความสามารถเอื้อต่อการเดินสูง

ขณะเดียวกัน เมืองที่ไม่เป็นมิตรกับคนเดินเท้า มักเป็นเมืองที่ต้องใช้รถยนต์ เช่น ฮูสตัน(มลรัฐเท็กซัส, สหรัฐ) และ เมมฟิส(มลรัฐเทนเนสซี, สหรัฐฯ)

คนมักจะเดินในที่ที่เดินได้ง่าย

นักวิจัยหลายคนกล่าวว่า เราควรออกแบบเมืองให้เอื้อต่อการออกกำลังกาย

Voice TV
กองบรรณาธิการ วอยซ์ทีวี
190Article
76559Video
0Blog