ไม่พบผลการค้นหา
'ยศชนัน' ชูปั้น Startup ไทยให้ประเทศมีรายได้สูง เริ่มจากปลดล็อกการวิจัยให้เชื่อมโลก ถอดโมเดล MIT สร้าง 'ระบบนิเวศทางวิทยาศาสตร์' ให้ทั้งนักคิด นักปฏิบัติ และนักลงทุน มาเจอกันในพื้นที่ที่ถูกต้อง

'ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์' สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (27 มีนาคม 2569) ว่า ปั้น Startup ไทยให้ประเทศมีรายได้สูง เริ่มจากปลดล็อกการวิจัยให้เชื่อมโลก

วันนี้ได้เห็นภาพของ Startup จากมหาวิทยาลัยนเรศวรที่นำผลงานวิจัยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นสเปรย์สมุนไพรบรรเทาปวด แผ่นแปะลดไข้สำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไล่นกพิราบ อาหารเสริมจากกล้วยไข่ และนาโนโฟมสมุนไพร ซึ่งสะท้อนศักยภาพขององค์ความรู้ไทยในการพัฒนาเป็นสินค้าได้จริงอย่างชัดเจน

OTAP เจ้าของโครงการ คือภาพตัวอย่างของการทำให้ “งานวิจัยเจอกับตลาด” อย่างตรงจุด ทั้งการ Pitch และการจับคู่ธุรกิจ ที่ทำให้คนคิด คนทำ และนักลงทุน มาอยู่ในวงเดียวกัน นี่คือบทบาทของมหาวิทยาลัยนเรศวรที่ไม่ใช่แค่ผลิตองค์ความรู้ แต่ต้องพาองค์ความรู้นั้นไปสู่เศรษฐกิจจริง ตอนที่เคยไปเยือน OTAP ที่มหาลัยนเรศวร ยังเป็นความประทับใจ

ผมเข้าใจข้อจำกัดที่เกิดขึ้น ในฐานะนักวิจัย ถึงเวลาที่ต้อง “ปลดล็อก” เพื่อสนับสนุนงานวิจัยได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประเทศรายได้สูงนั้น “ระบบนิเวศทางวิทยาศาสตร์” คือหัวใจสำคัญ

ถ้าเราไปดูโมเดลอย่าง Kendall Square ที่ MIT จะเห็นว่าระบบนิเวศที่ดีทำให้การทำงานวิจัย การพัฒนา และธุรกิจเกิดขึ้นได้จริง ประเทศไทยยังต้องสร้างการประสานของระบบนิเวศนี้ให้เกิดขึ้น ให้ทั้งนักคิด นักปฏิบัติ และนักลงทุน มาเจอกันในพื้นที่ที่ถูกต้อง เพราะอยู่ถูกที่ โอกาสจะเข้ามาหาเรา แต่ถ้าอยู่ผิดที่ ต่อให้เก่งแค่ไหน โอกาสก็ไม่เกิด

ในสนามโลก แรงบันดาลใจอย่างเดียวไม่พอ มาตรฐานต่างหากคือสิ่งที่พาเราไปสู่ตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง GMP การจดทรัพย์สินทางปัญญา หรือการทำวิจัยให้ลึกพอที่จะ “ขายได้จริง” อย่างที่เราเห็นในเวทีระดับโลก นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ เมื่อคนที่คิดเป็น ได้มาเจอกับคนที่ทำได้ และสามารถพัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง

ผมเชื่อว่าสังคมจะดีขึ้นได้จากนวัตกรรมที่ดี และประเทศไทยมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม Wellness ที่เราเป็น Top 10 ของโลกอยู่แล้ว งานวิจัยจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรของเรา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่สิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งงานวิจัย ภาคเอกชน และความร่วมมือระหว่างประเทศ (Science Diplomacy) เพื่อให้เราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

ผมเชื่อว่างานดีๆ แบบนี้จะต้องเกิดขึ้นอีก และจะเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ครับ