เป็นอีกหนึ่งคดีที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวางทุกครั้งที่มีความคืบหน้า สำหรับกรณี “ตายายเก็บเห็ด" สองผู้ต้องหาคดีบุกรุกป่าสงวนฯ จ.กาฬสินธุ์ และครอบครองไม้หวงห้าม ล่าสุดวันนี้ (2 พ.ค.) มีการเปิดเผยคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว โดยศาลพิพากษาแก้จำคุก นายอุดม และ นางแดง ศิริสอน คนละ 5 ปี
วอยซ์ ทีวี รวบรวมข้อเท็จจริงและความคืบหน้า ตลอดจนการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมในอนาคตจะเป็นอย่างไร
ตายายเก็บเห็ด คือใคร
“ตายายเก็บเห็ด” เป็นชื่อเรียกสั้น ๆ ต่อคดีที่นายอุดม ศิริสอน อายุ 54 ปี และ นางแดง ศิริสอน อายุ 51 ปี สองสามีภรรยาของบ้านโนนสะอาด อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าจับกุมพร้อมของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 โดยทั้งสองถูกตั้งข้อหาบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง รวมพื้นที่ 72 ไร่ และครอบครองไม้หวงห้าม
นายอุดมและนางแดง เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ตนเองมีอาชีพชาวนา ในวันเกิดเหตุได้ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปในพื้นที่อุทยานป่าสงวนดงระแนง เพื่อเก็บเห็ดป่า ซึ่งในขณะเดียวกันมีกลุ่มบุคคลลักลอบตัดไม้ในบริเวณดังกล่าว ทางด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองซึ่งกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ พบการกระทำความผิดจึงแสดงตัวเข้าจับกุม ทำให้กลุ่มบุคคลผู้ลักลอบตัดไม้หลบหนี ส่วนนายอุดม และ นางแดง เกรงว่าจะถูกจับกุมจึงวิ่งหลบหนีไปด้วย ในที่เกิดเหตุพบเพียงรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นของบุคคลทั้งสอง จึงมีหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน และเมื่อได้เข้าพบพนักงานสอบสวนจึงถูกดำเนินคดี
สำหรับข้อหาตามฟ้องคือ
1. ร่วมกันบุกรุกป่าสงวน คือ แผ้วถาง ก่อสร้าง ทำไม้ ยึดถือครอบครอง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการกระทำให้เสื่อมสภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีโทษจำคุก 2-15 ปี (พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ)
2. ทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีไว้ครอบครองฯ มีโทษจำคุก 1-20 ปี (พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ)
ด้านสำนวนของพนักงานสืบสวน สภ.ยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ อ้างว่า นายอุดม และ นางแดง ให้การรับสารภาพ อย่างไรก็ดี ทั้งสองได้ระบุภายหลังว่า ได้ยืนยันในระหว่างการสอบสวนว่า เข้าไปเก็บเห็ดในป่าเท่านั้น แต่เมื่อมีการส่งฟ้องศาลปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ระบุคำฟ้องว่าทั้งคู่ได้เข้าไปตัดป่า ต่อมาทั้งสองจึงได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2557

ศาลชั้นต้นสั่งจําคุกคนละ 30 ปี ลดโทษเหลือ 15 ปี
หลังจากที่ตำรวจ สภ.ยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำการสอบสวนตามพยานหลักฐาน และได้ส่งสำนวนไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ จากนั้นอัยการส่งฟ้อง ศาลชั้นต้นนัดพร้อม เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 โดยนายอุดมและนางแดง ได้ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงสั่งลงโทษจำเลยทั้งสองคน โดยไม่การสั่งสืบเสาะและพินิจจำเลยตามความผิด พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
แต่เนื่องจากการกระทำเป็นความผิดหลายกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ร่วมกันแผ้วถาง ก่นสร้าง ทำไม้ฯ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกคนละ 11 ปี และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 19 ปี ร่วมจำคุก 30 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 15 ปี และริบของกลางทั้งหมด กับให้จำเลยทั้งสองคน คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เข้าไปครอบครองด้วย
ศาลอุทธรณ์แก้โทษจำคุก เป็น 14 ปี 12 เดือน
ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 ทนายผู้ต้องหาประกันตัวและยื่นอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งศาลอุทธรณ์ ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 แก้ให้เป็นลงโทษจำคุก 14 ปี 12 เดือน โดยผู้ต้องหาให้ทนายฎีกาคำสั่งและยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 และศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 เวลา 09.00 น.

ศาลฎีกาแก้โทษจำคุกคนละ 5 ปี
วันนี้ 2 พฤษภาคม 2560 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีบุกรุกเขตป่าสงวนฯ และครอบครองไม้หายาก โดยศาลฎีกาเห็นว่า นายอุดม และ นางแดง กระทำความผิดฐานบุกรุกป่าเท่านั้น จึงพิพากษาแก้จำคุกคนละ 5 ปี
ศาลวินิจฉัยคำร้องฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น เนื่องจากในวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบจำเลยและพวกรวม 3-4 คน กำลังช่วยกันตัดไม้ ใช้มีดแผ้วถางขนาดเล็ก และตัดโค่นไม้สักล้มลงจำนวนมาก เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปพบจึงวิ่งหนี ถือว่าไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง แต่จำเลยทั้งสองยอมเข้ามอบตัว เพื่อให้ดำเนินคดี และสมัครใจรับสารภาพ จึงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี แต่เคยได้รับโทษจำมาก่อนแล้ว 1 ปี 8 เดือน จึงเหลือโทษที่ต้องรับตามคำพิพากษาอีก 3 ปี 4 เดือน
ทนายเตรียมยื่นรื้อฟื้นคดี - ขอพักโทษ
ด้าน นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความและประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เปิดเผยหลังมีการอ่านคำพิพากษาวันนี้ว่า จะเตรียมยื่นเรื่องของรื้อฟื้นคดีอาญาใหม่ เพราะถือว่าคดีถึงที่สุดแล้ว โดยคาดว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ยื่นต่อศาลได้ภายในสัปดาห์หน้า
ในขณะเดียวกัน นายสงกานต์ ก็จะพิจารณาการขอพักการลงโทษนายอุดม และ นางแดง ซึ่งได้จำคุกเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน และ 1 ปี 9 เดือนตามลำดับ นับว่าเข้าเกณฑ์การขอพักโทษที่ต้องจำเลยต้องจำคุกเป็น 1 ใน 3 ของโทษทั้งหมด
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ชี้อีกทางออก คือขอพระราชทานอภัยโทษ
ด้านนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ทางกรณีนี้มี 2 ทางออก คือ ขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และการขอพระราชทานอภัยโทษ สำหรับกรณีการจะรื้อฟื้นคดีกลับมาพิจารณาคดีใหม่ ต้องพิจารณาว่ามีข้อเท็จจริงปรากฎตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 5 หรือไม่
ซึ่งกรณีนี้ทนายความจะต้องไปยื่นคำร้องให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ได้พิพากษาคดีนั้น โดยศาลที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาและทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี พิจารณาเพื่อพิพากษายกคำร้อง หรือยกคำพิพากษาเดิม และพิพากษาว่าบุคคลนั้นมิได้กระทำความผิด ซึ่งเมื่อศาลรับคำร้องกองทุนยุติธรรม ก็ได้อนุมัติลอยเงินเพื่อใช้ในการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณารื้อฟื้นคดีดังกล่าว รายละ 1 ล้านบาทไว้แล้ว
ส่วนการพระราชทานอภัยโทษ ต้องดำเนินการตามมาตรา 259 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่า ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษอย่างใดๆ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้า ฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษจะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม