นักวิชาการฟันธงอีกไม่นานการเมืองในพม่าจะยุ่งเหยิงเพราะทุกคนเซ็นเซอร์ตัวเอง ขณะที่ผลพวงจากการปกปิดทำให้แม้แต่หน่วยงานรัฐยังผิดพลาดการระบุชื่อคนในภาพราชวงศ์คองบอง และมาทบทวนอย่างรู้เท่าทันประวัติศาสตร์เวอร์ชั่นเจ้าอาณานิคม
18 ก.พ. 60 จักรพงษ์วิลล่า สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์และสำนักพิมพ์มติชน จัดเสวนาหัวข้อ "เปิดประวัติศาสตร์ปกปิด จากราชันผู้พลัดถิ่น ถึงจิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์" วิทยากรประกอบด้วย น.ส.สุภัตรา ภูมิประภาส ผู้แปล ราชันผู้พลัดแผ่นดิน เมื่อพม่าเสียเมือง, ราชินีศุภยาลัต จากนางกษัตริย์สู่สามัญชน และ จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์ นางลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และนายสมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระ โดยเสวนานี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมของเทศกาลบางกอกแหวกแนว Bangkok Edge Festival* ที่จักรพงษ์วิลล่า โดย ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ เจ้าของบ้านจักรพงษ์เป็นประธานจัดงานฯ สำหรับปีนี้จัดเป็นปีที่ 2 มีบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ร่วมสนับสนุน

น.ส.สุภัตรา กล่าวว่า ความรับรู้ประวัติศาสตร์พม่าหลังเสียเมืองปี พ.ศ. 2428(ค.ศ.1885) นับตั้งแต่นั้นไม่มีใครรู้ชะตากรรมราชวงศ์พม่าเลย เนื่องจากพม่าถูกอังกฤษเข้ามายึดครอง ส่วนพระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัต กษัตริย์และราชินีองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบองพร้อมพระธิดาถูกนำตัวไปยังเมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดีย ขณะที่สังคมไทยและพม่าจะรับรู้ประวัติศาสตร์หลังจากนั้นผ่านเรื่องเล่าในเวอร์ชั่นของเจ้าอาณานิคม โดยเฉพาะสังคมไทยกระแสหลักได้รับรู้ผ่านงานเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งมองกษัตริย์และราชินีองค์สุดท้ายของพม่าว่ามีความเขลาเบาปัญญาทำให้ทั้ง 2 พระองค์ไม่สามารถรักษาแผ่นดินไว้ได้ ประวัติศาสตร์จะจบเพียงแค่นี้ แทบไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายเรื่องที่เป็นปัจจัยทำให้เสียเมือง เช่น เจตจำนงของรัฐบาลอังกฤษที่จะรวมพม่าเข้ามาในบริติชราช, การฉ้อโกงของบริษัททำไม้ของอังกฤษ, การเมืองระหว่างประเทศระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส รวมถึงเรื่องพม่าเป็นจุดยุทธศาสตร์บนเส้นทางการค้าสู่จีน
สำหรับประวัติศาสตร์เวอร์ชั่นของเจ้าอาณานิคมเรื่องหนึ่งที่แพร่หลายถูกบันทึกโดยบาทหลวงดอกเตอร์จอห์น แอบเบนีเซอร์ มาร์คส์ (John Ebenezer Marks) หรือบาทหลวงจอห์น มาร์คส์ (เป็นคนยุคเดียวกับแอนนา เลียวโนเวนส์) บาทหลวงจอห์นเป็นผู้ให้ภาพพระนางศุภยาลัตในด้านลบ โดยมีภาพจำตั้งแต่บาทหลวงมาเป็นครูสอนหนังสือโอรสธิดาของพระเจ้ามินโดงอยู่ในราชสำนักมัณฑะเลย์ตอนเจ้าหญิงศุภยาลัตอายุ 9 ขวบ เห็นเจ้าหญิงหักปีกหักขานก ดูใจร้ายมาก จึงไปบอกพระนางซินผิ่วมะฉิ่น แม่ของเจ้าหญิงศุภยาลัตให้ห้ามปราม ปรากฏแม่ของเจ้าหญิงบอกว่า ไม่เป็นไร ลูกคนนี้เหมือนผู้ชาย บาทหลวงจึงมีภาพจำว่าผู้หญิงคนนี้ใจร้าย
เมื่อเกิดการผลัดแผ่นดิน ในยุคที่พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัตขึ้นมีอำนาจ เกิดเหตุการณ์เล่าลือถึงการฆ่าสมาชิกราชวงศ์หลายพระองค์ บาทหลวงจอห์น มาร์คส์ ซึ่งตอนนั้นออกจากราชสำนักมัณฑะเลย์ กลับไปอยู่ที่ร่างกุ้งแล้ว ได้บันทึกเรื่องราวนี้ด้วยความเชื่อว่า พระนางศุภยาลัตเป็นคนบงการ การบันทึกเรื่องราวในเวอร์ชั่นนี้มีอิทธิพลต่อสังคมไทยด้วย ปัจจุบันก็ยังสามารถเทียบเคียงได้กับตัวละครใน “เพลิงพระนาง”
หลังพม่าเสียเมืองไปแล้วหลายปี มีหนังสืออีกเล่มเขียนให้ภาพพระนางศุภยาลัตแตกต่างออกไปคือหนังสือ Thibaw’s Queen เขียนโดย แฮโรลด์ ฟีลดิ้ง-ฮอลล์ (Harold Fielding-Hall) ที่ตีพิมพ์ออกมาในปี พ.ศ. 2442 ขณะที่พระนางศุภยาลัตและพระเจ้าธีบอใช้ชีวิต “เชลยศักดิ์” อยู่ที่เมืองรัตนคีรีในอินเดีย หนังสือแปลเป็นไทยชื่อ “ราชินีศุภยาลัต จากนางกษัตริย์สู่สามัญชน” เป็นการสัมภาษณ์นางกำนัลที่ใกล้ชิดพระนางศุภยาลัต (นั่งข้างหลัง คอยมวนยาสูบให้พระนาง 4 ปี) มีเนื้อหาแตกต่างจากการบันทึกของบาทหลวงจอห์น มาร์คส์ ซึ่งถ้าไม่มี Thibaw’s Queen ก็จะเห็นภาพพระนางศุภยาลัตมีแต่ความทะเยอทะยานชั่วร้าย โดยหนังสือเล่มนี้ถูกอ้างถึงไม่มาก แต่ที่ถูกอ้างอิงส่วนใหญ่จะเป็นตอนที่ พระนางสั่งสังหารคนที่พาผู้หญิงมาให้พระเจ้าธีบอ ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะทำให้เห็นว่าที่พระนางดูเป็นคนโหดร้ายก็เพราะความขี้หึง
น.ส.สุภัตรา กล่าวด้วยว่า ผลของการปกปิดประวัติศาสตร์ในพม่าทำให้เกิดความสับสนหลายประการต่อคนยุคหลัง เช่น ที่พระราชวังมัณฑะเลย์มีการติดรูปที่เขียนว่าเป็นราชินีศุภยาลัตแต่ปรากฏว่าผู้หญิงในรูปคือน้องสาวของกษัตริย์ธีบอ จะเห็นได้ว่าแม้แต่หน่วยงานอย่างกระทรวงวัฒนธรรมของพม่ายังเข้าใจผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้แก้ไขชื่อให้ถูกต้องแล้ว นอกจากนั้น การระบุชื่อคนในรูปซึ่งเป็นรูปพระนางศุภยาลัตและพี่น้องก็ยังเขียนระบุผิดคน สาเหตุสำคัญเพราะประวัติศาสตร์พม่าแทบจะไม่มีอยู่ในหนังสือ ส่วนรูปก็ถูกอังกฤษเก็บไปหมด คนรุ่นหลังกว่าจะรู้หน้าตาราชินีก็สับสนอยู่นานว่าคนไหนเป็นราชินี
ประวัติศาสตร์มีการปกปิดแม้กระทั่งคนพม่าก็แทบไม่รู้ประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ เริ่มมารู้เมื่อ สุดาห์ ชาห์ (Sudha Shah) เขียน ราชันผู้พลัดแผ่นดินเมื่อพม่าเสียเมือง(The King in Exile)

นางลลิตา กล่าวถึงการเซนเซอร์สื่อในพม่าว่า หลังพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษปี 1948 ก็มีรัฐบาลอยู่ 2-3 ลักษณะ โดย รัฐบาลยุคแรกเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มาจากการเลือกตั้ง ภายใต้การนำของ “อูนุ” ซึ่งเป็นพลเรือน สมัยนั้นก็ไม่เป็นประชาธิปไตย 100% มีหน่วยงานที่คอยอ่านเอกสารและยุคนั้น มีหนังสือพิมพ์ที่ถูกสั่งปิด 1 เล่มแต่ไม่ได้สั่งปิดถาวรเหมือนสมัยนายพลเนวิน
ในยุครัฐบาลอูนุแม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่บ้านเมืองก็วุ่นวายสับสน อาจเพราะเพิ่งเซ็นสนธิสัญญาปางหลวง ในปี 1947 ทำให้ชนกลุ่มน้อยยึดเอาสนธิสัญญานี้เป็นธรรมนูญ เป็นสัญญาใจของนายพล ออง ซาน ที่อยากให้เอกราชแก่ชนกลุ่มน้อยเมื่อพม่าได้รับเอกราชไปแล้ว 10 ปี แต่สุดท้ายนายพลอองซานและรัฐมนตรีหลายคนถูกลอบสังหาร ทำให้สนธิสัญญาเป็นหมันไป หลังจากนั้น คนแต่ละกลุ่มก็ตีความสนธิสัญญาไม่เหมือนกัน
นายพลเนวินทำรัฐประหารรัฐบาลอูนุปี 1962 ในช่วงแรกของรัฐบาลนายพลเนวิน ให้เสรีภาพสื่อมาก อาจเป็นเพราะรอดูท่าทีว่าใครจะเป็นพวก ปรากฏมีหลายสำนักไม่เป็นพวก โดย 1 ในนั้น คือ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ของพม่า ซึ่งต่อมา "เอ็ดเวิร์ด ลอ-โยน” เจ้าของหนังสือพิมพ์ ก็ลี้ภัยตาม “อูนุ” มาไทย อูนุ เคยลี้ภัยในไทย 4 ปี ในซอยสวัสดี สุขุมวิท
ส่วนหนังสือพิมพ์ working people's daily หนังสือพิมพ์รายวันชนชั้นกรรมาชีพ กลับห่างไกลจากการเป็นกระบอกเสียงให้ชนชั้นกรรมาชีพอย่างมากเพราะกลายเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลแทน และต่อมาจะเปลี่ยนชื่อเป็น New Light of Myanmar มาจนถึงปัจจุบัน
นายพลเนวินเซ็นเซอร์สื่อด้วยความย้อนแย้ง เขาเป็นสังคมนิยมก็ควรจะเน้นชนชั้นกรรมาชีพ เน้นให้ความเป็นอยู่ที่ดีแก่ชาวนาแรงงาน แต่นายพลเนวินเป็นทหาร สิ่งที่เขาต้องการจะรักษาไว้จนถึงปัจจุบันคือ กองทัพของพม่า ดังนั้น ปรัชญาสังคมนิยมกับการเสริมสร้างพลังกองทัพ จึงต้องอยู่ด้วยกันซึ่งฟังดูย้อนแย้งแต่เกิดขึ้นในพม่า
รัฐบาลนายพลเนวิน สั่งปิดตายหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เจ้าของหนังสือพิมพ์ต้องหนีออกนอกประเทศ หรือจำกัดกิจกรรม ไม่เช่นนั้นจะโดนไล่ล่าข่มขู่ นอกจากนั้นนายพลเนวินตั้งพรรค Burma Socialist Programme Party หรือ BSPP มีนโยบายต่อ สื่อ หนังสือ สิ่งพิมพ์ เข้มข้นตามลำดับ และมีการรวมตัวของคนที่คิดเหมือนนายพลเนวิน คือไม่ต้องการโปรโมทความหลากหลายใดๆ ในพม่า พม่าไม่ต้องการเห็นสังคมที่มีความหลากหลายแบบที่อาณานิคมอังกฤษสร้างขึ้น เช่นปีนัง สิงคโปร์ และอีกหลายเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งเหล่านั้น นำไปสู่การขับไล่คนต่างชาติในปี 1962-1988 ทั้งอินเดีย ฝรั่งก็ถูกขับ แม้จะเป็นคนที่ทำประโยชน์เช่นพ่อค้า อาจารย์
ยุคนี้เองเกิดหน่วยงานเซ็นเซอร์สื่อชื่อ Press Scrutiny Board (PSB) อยู่มาจนพม่าเปิดประเทศ 2012 การเซ็นเซอร์จึงลดลง แต่รูปแบบการเซนเซอร์ยังมีอยู่แม้ไม่เหมือนเดิม นอกจากนั้นมีการออกกฎหมายห้ามนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนการ์ตูน ไม่ให้พูดให้ร้ายรัฐบาล ซึ่งบางทีนักเขียนก็ไม่รู้ว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสี แต่รัฐบาลมองว่าถูกใส่ร้ายป้ายสี สิ่งนี้ทำให้นักเขียน นักหนังสือพิมพ์กลัวมาก
ความน่ากลัวของ Press Scrutiny Board (PSB) คือ ทำให้เจ้าของสำนักพิมพ์จำเป็นต้องมีนักเขียนที่ไว้ใจได้ไม่เขียนอะไรที่เป็นปัญหา แต่แน่นอนในมุมผู้ประกอบการก็ขาดทุน เพราะเมื่อพิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่มแล้ว ต้องส่ง PSB ถ้า PSB ไม่ชอบคนเขียน ก็มีสิทธิบอกได้ทันทีว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ผ่าน ทั้งที่พิมพ์เสร็จแล้ว เย็บเล่มแล้ว
ขณะเดียวกัน หาก PSB สั่งให้แก้เนื้อหาบางอย่าง สำนักพิมพ์ก็จำเป็นต้องเอาหมึกไปขีดฆ่า อาจจะขีดฆ่าชื่อหรือคำ ที่ทำให้คนคิดมาก หรือไม่ชอบเนื้อหาหน้าไหนก็ฉีกทิ้ง เป็นที่มาหนังสือชื่อ Inked Over, Ripped Out ของแอนนา อัลล็อตต์ (Anna Allott) เป็นเรื่องลักษณะสำคัญของการเซนเซอร์สื่อในพม่า
PSB มีอำนาจขนาดที่ว่า ถ้าไม่เห็นด้วยก็สั่งสำนักพิมพ์ไม่ให้เผยแพร่ ทำให้ นักเขียน สำนักพิมพ์ ผู้พิมพ์ต้องเซนเซอร์ตัวเอง
หลังปี 1988 เหตุการณ์นองเลือด ปะทะกันระหว่างนักศึกษาและทหาร การเซนเซอร์สื่อเป็นประเด็นหลักของพม่า คำที่เซนเซอร์มีมากกว่าเดิม
นางลลิตา กล่าวว่า ปัจจุบัน แม้จะมีเรื่องเซนเซอร์เยอะ แต่มีคนให้ข้อมูลเรื่องนี้น้อยมาก สิ่งที่พม่ามีประสิทธิภาพมากคือหน่วยสืบราชการลับของพม่า นักวิชาการต่างชาติบอกว่าอย่าไปคิดว่าพม่าเปิดประเทศแล้ว เพราะเซนเซอร์ชิปยังมีอย่างเข้มข้น โดยรัฐบาลไม่อยากยุ่งไม่อยากแปดเปื้อน แม้แต่ด่อว์อองซานซูจี ก็ไม่ค่อยพูดเพราะที่ปรึกษาบอกไม่ให้พูด
“ฟันธงได้เลยว่าอีกไม่นานจะมีเหตุการณ์ยุ่งเหยิงในพม่า เพราะการเมืองที่เซ็นเซอร์ตัวเอง นักเขียนยังต้องระมัดระวัง เช่น เรื่องชาวโรฮิงญา คนพม่าจะบอก ไม่ใช่โรฮิงญา แต่เป็น เบงกาลี หรือกรณีหนังสือพิมพ์ปัจจุบันก็ไม่พูดถึงด่อว์อองซานซูจี ในแง่ลบ เพราะจะนำมาสู่ความยุ่งยาก เนื่องจากจะสร้างความไม่พอใจให้ประชาชนที่สนับสนุนอย่างหนัก” นางลลิตากล่าว
นางลลิตา กล่าวว่า ในยุคอาณานิคมก็มีการเซ็นเซอร์ แต่ไม่มากเท่ายุคนายพลเนวิน หรือแม้แต่ยุคพระเจ้ามินโดง กษัตริย์ก่อนองค์สุดท้ายของพม่าก็เคยออกพระราชบัญญัติให้เสรีภาพสื่อวิจารณ์กษัตริย์ได้รวมถึงวิจารณ์ลูกเมียกษัตริย์ได้ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้รับแนวคิดจากตะวันตกมากๆ
ส่วนในยุคนายพลเนวิน อาณานิคมพังทลายลง ชนชั้นนำต่อต้านอาณานิคม การมี Press Scrutiny Board (PSB) ก็เป็นหนึ่งในกลไกต้านอาณานิคมเพราะอาณานิคมสร้างกลไกสร้างฐานรากให้เกิดเสรีภาพในการแสดงออก
สำหรับ “อูนุ” ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผู้นำที่โปรโมทเสรีภาพสื่อคนต้นๆของเอเชีย แต่ฐานรากเหล่านี้พังทะลายพร้อมการพังทะลายระบบการศึกษาของพม่า เนื่องจากระบบราชการ ระบบเอื้ออุปถัมภ์ การคอรัปชั่นที่ฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมเอเชีย วัฒนธรรมใกล้เคียงกันนี้ยังเกิดขึ้นในไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
นายสมฤทธิ์ กล่าวถึงสาเหตุที่พม่าเสียเมืองให้กับอังกฤษว่า ตัวการที่ทำให้พม่าเสียเมือง มี 2 ชุด ชุดแรกคืออาณานิคมและอีกชุดคือขุนนางอย่าง “กินหวุ่นมินจี” ซึ่งเป็นขุนนางตั้งแต่สมัยพระเจ้ามินโดง เมื่อเปลี่ยนแผ่นดิน เกิดเหตุการณ์สังหารโอรสธิดาของพระเจ้ามินโดงกว่า 80 ชีวิต โดยฝ่ายในกับฝ่ายหน้าร่วมมือกัน แล้วยึดอำนาจในวัง ตั้งพระเจ้าธีบอขึ้น ขณะนั้นกินหวุ่นมินจี ยังเป็นขุนนางอยู่แม้ผลัดแผ่นดิน
“เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมพระเจ้าธีบอเลือกยอมแพ้อังกฤษง่ายๆ เพียง 2 สัปดาห์เรืออังกฤษถึงมัณฑะเลย์ และยกกองทัพเข้าวังได้เลย ผมเชื่อว่าการเจรจากันต้องรุนแรงมากๆ เพื่อให้ท่านยอมแพ้ ที่สำคัญกินหวุ่นมินจี เคยเสนอเงื่อนไขให้ยอมแพ้มาก่อน และเมื่ออ่าน “ราชันผู้พลัดแผ่นดินเมื่อพม่าเสียเมือง” (The King in Exile) จะเห็นว่า คนที่พระนางศุภยาลัตเกลียดจนกระทั่งสิ้นพระชนม์คือ กินหวุ่นมินจี เพราะเมื่อพม่าเสียเมืองแล้ว กินหวุ่นมินจี ยังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากอังกฤษ แล้วเป็นขุนนางเดิมที่อยู่สุขสบาย คนลักษณะนี้ที่อยู่ได้แม้อำนาจเปลี่ยนแผ่นดินเปลี่ยน มี 2 ลักษณะคือ เป็นคนเก่งจริงๆ หาคนแทนไม่ได้ หรือไม่ก็เป็นคน กะล่อนมาก”


นายสมฤทธิ์ กล่าวว่า อาณานิคมทำให้พม่าเสียเมือง แม้จะมีพระนางศุภยาลัตหรือไม่ พม่าก็ไม่มีทางรอดเพราะอาณานิคมอังกฤษยิ่งใหญ่มาก มีนักประวัติศาสตร์พม่าบอกว่า ถ้าเอาพม่ากับสยามสลับที่กันในทางภูมิรัฐศาสตร์ สยามก็ไม่รอดจากอาณานิคม เพราะจุดนั้นเป็นจุดที่ขวางอังกฤษในการจะรุกเข้าจีนใต้ ส่วนสยามโชคดีที่มาอยู่ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส จึงเป็นภูมิรัฐศาสตร์ที่ดี
“เรามักจะมองว่าพม่าเสียเมืองเพราะความชั่วร้ายของพระนางศุภยาลัต แต่ไฟที่โหมไหม้พม่าจนเสียเมืองคือพ่อค้าอังกฤษ โดยมีผลประโยชน์อังกฤษเป็นฟืน ส่วนเหตุการณ์ในพระราชวังเป็นกระแสลมที่โหมให้ไฟลุกขึ้น คือต่อให้มีหรือไม่มีพระนางศุภยาลัต พม่าก็เสียเมือง” นายสมฤทธิ์กล่าว
นักวิชาการอิสระผู้นี้กล่าวด้วยว่า อาณานิคมสร้างแพะรับบาปได้เก่งมาก โดยในยุคอาณานิคมอังกฤษ ภายใต้พระนางวิคตอเรีย ได้สร้างผู้หญิง2 คนให้เป็นเหยื่อคือ 1)พระนางซูสีไทเฮา ของจีน 2) พระนางศุภยาลัต ของพม่า โดยตำนานเหล่านี้บอกว่าอังกฤษช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ของชาวจีนและชาวพม่า จากผู้หญิง 2 คนนี้ ซึ่งเราเคยเชื่อแบบนั้นมานาน

ทั้งนี้ก่อนวงเสวนาจะจบลง ผู้เข้าร่วมรับฟังเสวนาได้ถามถึงปัญหาโรฮิงญา โดยนางลลิตา ตอบว่า โรฮิงญาเป็นชาวมุสลิม อยู่ในรัฐอาระกัน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า แต่ประชากรพม่าส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ คนพม่าประมาณ 90 % ขึ้นไปไม่ชอบโรฮิงญา เพราะมองว่าเป็นผู้อพยพมาจากบังกลาเทศ ขณะที่บังกลาเทศก็ไม่ยอมรับว่าเป็นชาวบังกลาเทศ จึงมีการบลัฟกันไปมา ว่าตกลงเป็นคนบังกลาเทศหรือพม่า แต่ประวัติศาสตร์บางสำนักของชาวโรฮิงญาบอกว่า โรฮิงญาเคยเป็นสุลต่าน เคยปกครองรัฐอาระกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17 แต่บางสำนักของพม่า บอกว่า คนพวกนี้มาพร้อมระบอบอาณานิคม หรือที่แย่กว่านั้น บอกว่า เพิ่งจะมาไม่กี่10 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มาพร้อมอาณานิคม แต่ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ชุดไหน ก็มีการต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่าย ในขณะที่ฝ่ายพม่ามีอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมมีกองทัพ มีประชากรสนับสนุนให้กวาดล้างคนโรฮิงญา แต่ชาวโรฮิงญาไม่มีกลไกปกป้องตัวเอง
เวลามีข่าวปฏิบัติการยิงระเบิดส่งผลให้ผู่หญิงและเด็กเสียชีวิต ปรากฏว่าด่อว์อองซานซูจี ให้สัมภาษณ์สื่อว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลพม่า แต่พอมีรายงานของยูเอ็นบอกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนโรฮิงญาเกิดขึ้นจริง ก็เป็นการตบหน้ารัฐบาลประชาธิปไตยพม่าค่อนข้างหนัก เรื่องนี้จะเป็นประเด็นหลอกหลอนพม่าสมัยใหม่ไม่ว่าจะมีประธานาธิบดีคนไหน
ด้านน.ส.สุภัตรา กล่าวว่า กองทัพพม่าจัดการกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มไม่เฉพาะโรฮิงญา ด้วยวิธีเดียวกันคือ เผาทำลาย ข่มขืน ส่วนตัวเคยเข้าพบออง ซาน ซูจี หลังที่พรรคเอ็นแอลดีชนะเลือกตั้ง เตรียมจะถามดอว์ซูเรื่องนี้ แต่ผู้จัดงานบล็อคไม่ให้ถาม ซึ่งเราก็ต้องประนีประนอม
---





*เทศกาลบางกอกแหวกแนว จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 โดยสำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊คส์ได้ร่วมกับจักรพงษ์วิลล่า มิวเซียมสยาม โรงเรียนราชินีและกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมกลางย่านเก่าของเมือง นำเสนอการเสวนากระตุกต่อมคิด งานวรรณกรรม ภาพยนตร์ ภาพถ่าย ดนตรี การเสวนา เวิร์คช๊อป และการแสดงต่างๆ
ในปีพ.ศ.2560 นี้คณะผู้จัดเทศกาลบางกอกแหวกแนวจะจัดกิจกรรมที่เน้นวรรณกรรมและศิลปะ เพื่อความเหมาะสมสำหรับช่วงเวลาของการถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เทศกาลบางกอกแหวกแนวได้เลื่อนจัดเทศกาลเต็มรูปแบบไปจัดในพ.ศ. 2561