นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (27 ธันวาคม 2568) ว่า ผมยินดีที่พรรคของเราได้มีแนวทางการพัฒนาที่ใกล้เคียงไปในทางเดียวกัน ถึงจะเรียกชื่อว่าอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่จะสร้างประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น แต่ผมก็กังวลอยู่บ้าง หากมีการสร้างความเข้าใจผิดขึ้นมาเรื่อยๆ เช่นนี้
Landbridge เป็นโครงการที่เราคิดขึ้นมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนและสร้างงาน โดยอาศัยการแก้ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่แทนที่ท่านจะเสนอแนวทางที่ดีกว่า ท่านกลับเอาแต่ด้อยค่ามันด้วยวาทกรรมต่างๆ
แนวทางที่ท่านนำเสนอก็ดูจะคล้ายๆ วิธีแบบ “การเมืองเก่า” ที่โจมตีนโยบายรถไฟความเร็วของพรรคเพื่อไทย เมื่อ 10 กว่าปีก่อนนะครับ “ยังไม่พร้อม” “ขายฝัน” “หนี้พันรอบโลก ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน” แล้วเป็นอย่างไรครับ เมื่อเอาแต่ขัดขวางด้วยวาทกรรมในเวลานั้น กลายเป็นประเทศเราเสียโอกาส ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสียแล้ว
อย่าไปเลียนแบบวิธีของพวก “การเมืองเก่า” มาใช้เลยครับ สิ่งที่สังคมได้เรียนรู้ร่วมกันจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นคือมูลค่าของเวลาที่ต้องเสียไป หลังจากที่โครงการดีๆ ถูกขัดขวางไม่ใช่เหรอ?
ในมุมมองของพรรคเพื่อไทย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของภาคใต้และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนได้อย่างมีนัยยะ จะต้องมีการลงทุนขนาดเมกะโปรเจกต์และโครงการ Landbridge ก็สามารถดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ของเอกชนมาได้ เราจึงไม่จำเป็นต้องใช้งบภาครัฐทั้งหมด
หากท่าเรือระนองไม่ได้รับการลงทุนพัฒนาให้เป็นท่าเรือน้ำลึก ศักยภาพในการขนส่งสินค้าจะไม่สามารถดึงดูดอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆเข้ามาลงทุนได้ ระนองก็จะเป็นแค่ทางผ่านสินค้า ถ้าไม่มีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกชุมพร ก็จะไม่เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้กับพี่น้องที่อยู่ฝั่งอ่าวไทย สินค้าก็จะแค่วิ่งผ่านระบบรางไป
ปัจจุบันช่องแคบมะละกามีการจราจรที่หนาแน่นมากขึ้นทุกๆวัน การเดินเรือและการขนถ่ายสินค้าใช้เวลานานขึ้นเรื่อยๆ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินและประกันสูงขึ้น นี่คือโอกาสที่เราสามารถใช้ประโยชน์จากภูมิศาสตร์ของเราในการตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ได้ด้วย Landbridge โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันโดยตรงแต่เป็นทางเชื่อมเพิ่มให้กับเส้นเลือดใหญ่ของ Logistics โลก
สิ่งที่เราวางแผนไว้คือการจัดทำ Southern Economic Zone แล้วร่วมมือกับภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาท่าเรือน้ำลึกไว้ทั้งสองฝั่ง พัฒนาระบบรถ ราง และท่อส่งเชื้อเพลิง เชื่อมโยงชายฝั่งทั้งสอง เพื่อรองรับเรือ feeder จากทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ต่อเนื่องเข้ากับระบบรางปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเพิ่มเส้นเลือดให้กับเส้นเลือดใหญ่ (ที่เรากำลังเร่งลงทุนเพื่อขยายระบบรางคู่ และ ที่เราจะใช้ พรบ.รางมาทำให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น) และเมื่อจำนวนสินค้ามีจำนวนมากสิ่งที่จะตามมาคือการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตและบริการอื่นๆ (เช่น ซ่อมบำรุงเรือ Logistic park อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร ปิโตรเคมี ฯลฯ) ที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์ของความเชื่อมโยงนี้ จะมีเงินลงทุนหลักล้านล้านบาท และมีการจ้างงานอีก 2.8 แสน ตำแหน่งงาน
และแน่นอนครับ ว่าเราไม่ได้ละเลยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เราได้จัดทำ EIA สำหรับท่าเรือทั้งสองฝั่งไว้แล้วและมั่นใจว่าจะเลือกดำเนินการในทางเลือกที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
พวกเราเป็นคนรุ่นใหม่ เรามาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ดีไหมครับ อย่าทำการเมืองแบบเก่าๆเลยครับ ถ้าท่านคิดว่าแนวคิดการลงทุนเหล่านี้มันไม่ดีต่อพี่น้องชาวภาคใต้ ท่านก็ไปเล่าให้พี่น้องภาคใต้ฟังว่าโครงการของท่านมันดีกว่าอย่างไง แต่การมาวาดภาพการลงทุนขนาดใหญ่มันคือปีศาจ มันไม่ได้มีผลดีกับใคร เรามีบทเรียนมาจากแผนโครงสร้างราง 2020 แล้วครับ อย่าเดินซ้ำรอยอีกเลย