ไม่พบผลการค้นหา
ในยุคนี้ ความเท่าเทียมระหว่างชายหญิงถูกมองว่ากลายเป็นเรื่องธรรมดาที่สังคมอารยประเทศยอมรับ แต่ในประเทศโลกที่ 1 อย่างญี่ปุ่น ผู้หญิงจำนวนมากยังคงใฝ่ฝันอยากเป็นแม่บ้านปรนนิบัติสามี มากกว่าการใฝ่หาความสำเร็จนอกบ้าน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และเรื่องนี้กระทบกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างไร

ในยุคนี้ ความเท่าเทียมระหว่างชายหญิงถูกมองว่ากลายเป็นเรื่องธรรมดาที่สังคมอารยประเทศยอมรับ แต่ในประเทศโลกที่ 1 อย่างญี่ปุ่น ผู้หญิงจำนวนมากยังคงใฝ่ฝันอยากเป็นแม่บ้านปรนนิบัติสามี มากกว่าการใฝ่หาความสำเร็จนอกบ้าน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และเรื่องนี้กระทบกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างไร 

ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเกิดมาเป็นผู้หญิง เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่สิทธิสตรีได้รับการพัฒนาอย่างกว้างขวางครอบคลุมมากที่สุด แม้ว่าจะยังมีผู้หญิงในอีกหลายมุมของโลกที่ต้องต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิที่เท่าเทียมกับผู้ชาย แต่อย่างน้อยก็มีช่องทางให้ต่อสู้กว้างขวางหลากหลายขึ้น และผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม ก็ไม่ถูกมองเป็นตัวประหลาดเหมือนเมื่อร้อยปีก่อนอีกต่อไป

แต่ยังมีประเทศหนึ่งที่เรื่องของความเท่าเทียมทางเพศดูจะตกต่ำลง หรือไม่ก็ถูกตีความในทางที่ต่างจากกระแสโลก นั่นก็คือญี่ปุ่น หากเป็นเมื่อ 50 ปีก่อน คงไม่มีใครแปลกใจที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในสังคมจะไม่นึกถึงอาชีพอื่น นอกจากการเป็นแม่บ้านปรนนิบัติสามี แต่ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของญี่ปุ่นล่าสุดกลับพบข้อมูลที่น่าตกใจ นั่นก็คือผู้หญิงโสดในวัย 20-29 ปี กว่า 1 ใน 3 ยอมรับว่าตัวเองฝันอยากเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูกและดูแลสามี 

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงอายุ 20-29 ปีที่แต่งงานแล้ว กว่าร้อยละ 41 ยังเห็นว่าพวกเธอควรจะเลิกทำงานนอกบ้าน และมุ่งมั่นกับการเป็นแม่บ้าน ทำงานบ้านและดูแลครอบครัว ซึ่งอัตราส่วนผู้หญิงที่คิดเช่นนี้ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2003 ถึงเกือบร้อยละ 10 ขณะที่ 1 ใน 3 คิดว่าผู้หญิงควรเลิกทำงานนอกบ้านเมื่อมีลูกคนแรก และ 2 ใน 3 คิดว่าผู้หญิงไม่ควรกลับไปทำงานนอกบ้านจนกว่าลูกจะอายุ 3 ปีขึ้นไป  ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ว่ายิ่งเวลาผ่านไป ผู้หญิงญี่ปุ่นกลับยิ่งหัวอนุรักษ์นิยมมากขึ้น แทนที่จะหัวเสรีมากขึ้นเหมือนในส่วนอื่นๆของโลก

อันที่จริงสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่นกลับมาคิดที่จะพึ่งพาสามีมากขึ้น แทนที่จะดิ้นรนทำงานด้วยตัวเอง บวกกับสภาพสังคมที่ยังคงคาดหวังให้ผู้หญิงเป็นแม่ศรีเรือน ดูแลบ้านและครอบครัว ทำให้แรงจูงใจในการทำงานนอกบ้านของผู้หญิงยิ่งต่ำลงไปอีก 

ทัศนคติเช่นนี้ เป็นปัญหาใหญ่สำหรับรัฐบาลของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่ต้องการผลักดันให้ผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานและจำนวนผู้เสียภาษีในประเทศ ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา

แต่ในขณะเดียวกัน การที่ผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ว่าจะต้องเลือกระหว่างงานกับการมีครอบครัว ก็ทำให้รัฐบาลอยู่บนทางสองแพร่ง นั่นก็คือหากผลักดันให้ผู้หญิงทำงานเลี้ยงตัวเอง จ่ายภาษีให้รัฐ ผู้หญิงจำนวนมากก็จะตัดสินใจไม่แต่งงาน หรือไม่มีลูก ซึ่งจะกระทบกับการเพิ่มจำนวนประชากร กลายเป็นการส่งผลกระทบต่อฐานภาษีของประเทศในอนาคต

Voice TV
กองบรรณาธิการ วอยซ์ทีวี
181Article
60261Video
0Blog