ปัจจุบันโรงหนังสแตนด์อะโลนในไทยได้ปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก และถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์ แต่มีผู้หลงใหลสเน่ห์โรงหนังคลาสสิกเหล่านี้ได้ออกเดินทางไปบันทึกภาพความรุ่งเรืองของโรงหนังสแตนด์อะโลนทั่วประเทศมาไว้ในหนังสือ ‘สวรรค์ 35 มม.’
แม้ต้องปิดตัวลงหลังให้ความบันเทิงกับชาวบ้านอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีมาเกือบ 50 ปี แต่วันนี้โรงหนังเกษมสุขยังคงเสน่ห์ไม่ต่างจากในอดีต ด้วยอาคารทรงไทยสองชั้นซึ่งสร้างด้วยไม้ยางและไม้มะฮอกกานีที่หาได้ยากในภาคกลาง รวมถึงเก้าอี้โบราณที่มีพนักพิงซึ่งเคยจุคนได้มากถึง 500 ที่นั่ง นี่คือหนึ่งในโรงหนังสแตนด์อะโลนไม่กี่แห่งในไทยที่ยังไม่ถูกรื้อถอน และถูกบันทึกไว้ในหนังสือ ‘สวรรค์ 35 มม.’ โดย ‘สนธยา ทรัพย์เย็น’ และ ‘โมรีมาตย์ ระเด่นอาหมัด’ ที่ได้เดินทางไปถ่ายภาพโรงหนังสแตนด์อะโลนกว่า 60 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2528 หวังบันทึกลมหายใจอันรวยรินของโรงหนังใบเลี้ยงเดี่ยวที่กำลังหมดไปในไม่ช้า
ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้โรงหนังสแตนด์อะโลนที่เคยรุ่งเรืองเมื่อ 50 ปีก่อนได้ปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก แม้บางส่วนพยายามปรับตัว แต่ก็ไม่อาจหนีชะตากรรมอันน่าเศร้าพ้นเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคฉายหนังด้วยระบบดิจิทัลในปี 2556 ซึ่งถือเป็นจุดจบของโรงหนังสแตนด์อะโลนเกือบทั้งประเทศที่ได้แต่รอวันถูกรื้อถอน โดยปราศจากคนเหลียวแลอีกหน้าประวัติศาสตร์ที่กำลังเลือนหาย
โดยสนธยามองว่า การอนุรักษ์โรงหนังสแตนด์อะโลนไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ใช้ฉายหนังเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถบูรณะอาคารและปรับไว้ใช้จัดงานรวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ได้เช่นกัน แต่ควรมีการจัดฉายหนังตามวาระ เพื่อให้คนรุ่นเก่าได้ย้อนรำลึกและให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นคุณค่าของโรงหนังเก่า
นอกจากบันทึกภาพโรงหนังสแตนด์อะโลนในไทยที่เปลี่ยนแปลงไปในระยะเวลา 20 ปี ‘สวรรค์ 35 มม.’ ยังรวบรวมบทบันทึกความทรงจำจากคนสำคัญในแวดวงหนังและวรรณกรรม เช่น สุชาติ สวัสดิ์ศรี/ แดนอรัญ แสงทอง และอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หวังให้ผู้อ่านได้ร่วมย้อนวันวานไปกับสวรรค์ของคนรักหนัง และเป็นอีกแรงกระตุ้นที่จะช่วยสร้างปาฏิหาริย์ให้กับโรงหนังเลี้ยงเดี่ยวที่ยังเหลืออยู่ ไม่ให้ต้องยืนตายแบบสันโดษ