เหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูดที่ชิลีเมื่อวานนี้ มีความเสียหายน้อยกว่าที่คิด จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่า รัฐบาลชิลีรับมือกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ดังกล่าวได้อย่างไร
เหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูดที่ชิลีเมื่อวานนี้ มีความเสียหายน้อยกว่าที่คิด จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่า รัฐบาลชิลีรับมือกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ดังกล่าวได้อย่างไร และอะไรที่ทำให้ชิลีมีความพร้อม ในการรักษาและปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ยามเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินเช่นนี้
เหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่ชิลีเมื่อวานนี้ สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนที่วัดได้ถึง 8.2 แมกนิจูด อีกทั้งจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว ยังอยู่ในมหาสมุทรทำให้หลายฝ่ายออกมาคาดการณ์ว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ อาจสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ทั้งจากคลื่นยักษ์สึนามิ ที่อาจก่อตัวขึ้น รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากอาคารบ้านเรือนพังทลาย และแน่นอนว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ อาจสูงมากพอๆกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรง ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์โลก
แต่ดูเหมือนว่า คำคาดการณ์เหล่านี้ จะไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากการตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้นพบว่า อาคารบ้านเรือนของประชาชน เสียหายในวงจำกัด ส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนที่ก่อสร้างมานานแล้ว ขณะที่ อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ รวมถึง ห้างสรรพสินค้าทั่วไป เสียหายเพียงเล็กน้อย อย่างเช่น หลังคาแตก กระจกแตก หน้าตา ประตูชำรุด แต่ความเสียหายเหล่านี้ ไม่ใช่ความเสียหายเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด และที่สำคัญที่สุดก็คือ จำนวนผู้เสียชีวิต ที่จนถึงขณะนี้ ก็ยังมีการยืนยันว่า อยู่ที่ 6 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวเปรู 1 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ มีสาเหตุมาจากหัวใจวาย ไม่ใช่การถูกอาคารถล่มทับเหมือนกับแผ่นดินไหวในที่อื่นๆแต่อย่างใด
สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าว สร้างความประหลาดใจให้กับใครหลายคน เพราะดูเหมือนว่า การประเมินความเสียหายในเบื้องต้น จะต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้เป็นอย่างมาก จึงนำไปสู่การค้นหาคำตอบ ว่าชิลีมีกลยุทธ์อะไร ที่ช่วยให้ประชาชนนับล้านคน ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว ที่รุนแรงกว่า 8.2 แมกนิจูดได้เช่นนี้
ก่อนอื่นคงต้องย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2553 ชิลีประสบกับเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ ครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แผ่นดินไหวดังกล่าวมีขนาด 8.8 แมกนิจูด สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และทำให้มีประชาชนเสียชีวิตมากถึง 500 ราย และบาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน พวกเขาต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และต้องอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวนานหลายเดือน ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้รัฐบาลชิลี ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากแผ่นดินไหวมากยิ่งขึ้น ประกอบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเฮติ ขนาด 7.0 แมกนิจูด ในช่วงเวลาเพียงแค่ 1 เดือนหลังจากที่ชิลีได้ประสบแผ่นดินไหวครั้งดังกล่าว ซึ่งทำให้ชาวเฮติเสียชีวิตมากถึง 230,000 ราย และร้อยละ 70 ของสิ่งปลูกสร้างในกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของประเทศเสียหายทั้งหมด ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลชิลี เร่งแก้ไขปัญหาผลพวงที่เกิดจากแผ่นดินไหวอย่างรวดเร็วที่สุด
สิ่งแรกที่รัฐบาลชิลีให้ความสำคัญ ก็คือการออกกฎหมายควบคุมการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆในประเทศ ที่ต้องมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอ สำหรับการรองรับกับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ขนาด 7-8 แมกนิจูดได้ ขณะที่ บางพื้นที่ รัฐบาลจะมีความเข้มงวดมากเป็นพิเศษ เนื่องจากอยู่ในบริเวณที่มีความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ดังนั้น ในพื้นที่เหล่านี้ การควบคุมการก่อสร้าง หรือการขออนุญาตสร้างอาคารใดๆก็ตาม จะมีความเข้ม
งวดมากกว่าที่อื่น โดยรัฐบาลชิลีเชื่อว่า เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขึ้น สิ่งแรกที่จะช่วยป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนได้ ก็คือโครงสร้างอาคาร บ้านเรือนที่แข็งแรงมากพอ
แนวคิดดังกล่าว สอดคล้องกับรายงานเรื่องการลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ที่จัดทำโดยสหประชาชาติ ซึ่งระบุว่า โครงสร้างอาคารที่แข็งแรง ถือเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะปกป้องชีวิตของประชาชน ในยามที่เกิดแผ่นดินไหว ดังนั้น การสร้างบ้านเรือนหรืออาคารที่มีความแข็งแรงมากพอ จึงไม่ต่างอะไรกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับประชาชน เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตที่รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
แนวทางที่ 2 ที่รัฐบาลชิลีเร่งจัดการ ก็คือการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน เพื่อรับมือกับเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งรัฐบาลได้จัดการซ้อมหนีภัยแผ่นดินไหวและสึนามิหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะการซ้อมรับมือภัยพิบัติที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อ 2 ปีก่อน ที่มีประชาชนเข้าร่วมมากถึง 500,000 คน เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลชิลีเอาจริงเอาจังกับการรับมือกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะเหตุแผ่นดินไหว จนทำให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวได้ทันท่วงที และมีสติรับมือกับสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
มีรายงานว่า เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ รัฐบาลชิลีได้อพยพคนเกือบ 1 ล้านคน ออกจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งการอพยพดังกล่าวแม้จะเกิดอุปสรรคอยู่บ้างเนื่องจากความโกลาหลในตอนแรก แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จนตอนนี้หลายประเทศเริ่มศึกษาวิธีรับมือกับแผ่นดินไหวและสึนามิจากชิลี เพื่อที่จะเป็นต้นแบบปรับใช้กับประเทศของตัวเองต่อไปในอนาคต