ไม่พบผลการค้นหา
ที่ประชุมรัฐสภาฟิลิปปินส์ประกาศให้ เฟอร์ดินานด์ ‘บองบอง’ มาร์กอส จูเนียร์ บุตรชายของอดีตเผด็จการที่เคยปกครองฟิลิปปินส์ในอดีต ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ หลังจากชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งเดือนนี้ การประกาศในครั้งนี้จะเป็นการรับรองตำแหน่งให้แก่ประธานาธิบดีคนใหม่ของฟิลิปปินส์

การประกาศรับรองตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ให้กับ มาร์กอส จูเนียร์ หรือที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ ‘บองบอง’ กลายเป็นการกลับมาสู่อำนาจของอดีตตระกูลการเมืองเผด็จการที่เกินจินตนาการ หลังจากที่ในปี 2529 ที่มีการประท้วงของ “พลังประชาชน” ในการลุกฮือขึ้นขับไล่อดีตผู้นำเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้พ่อ จนทำให้ครอบครัวมาร์กอสต้องลี้ภัยทางการเมืองไปยังฮาวาย ทั้งนี้ อดีตเผด็จการฟิลิปปินส์เสียชีวิตในเวลา 3 ปีต่อมา

บองบอง ในวัย 64 ปี จะขึ้นมาครองตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในวันที่ 30 มิ.ย. ต่อจาก โรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ที่ประกาศวางมือจากการเมืองไปก่อนหน้านี้ และบองบองจะครองอำนาจฟิลิปปินส์ไปจนถึงปี 2571 พร้อมกับลูกสาวของดูแตร์เตอย่าง ซารา ดูแตร์เต คาร์ปิโอ ในฐานะรองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ที่ลงท้าชิงตำแหน่งดังกล่าวเป็นสหายร่วมศึกเลือกตั้งของบองบอง

“ผมขอให้ทุกๆ ท่านสวดภาวนาให้แก่ผม อธิษฐานให้ผมโชคดี” มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวในการประกาศรับรองตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่ตน ในชุดประจำชาติบารอง “ผมอยากจะทำเรื่องดีๆ ให้กับประเทศนี้” ทั้งนี้ บองบองชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงกว่า 31.6 ล้าน หรือคิดเป็น 58.77% ของผู้เดินทางมาใช้สิทธิ์จำนวน 82% จากผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งประเทศ

มาร์กอส จูเนียร์ ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างคู่แข่งมากที่สุด เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในช่วงยุคการปกครองของเผด็จการผู้พ่อเมื่อปี 2508 ถึง 2529 ยุคที่ฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน การใช้กฎอัยการศึก และความฟุ่มเฟือยไร้ยางอายของตระกูลมาร์กอส อย่างไรก็ดี ตลอดการหาเสียงของบองบอง เขาพยายามเล่าเรื่องในมุมกลับ และสร้างเรื่องปลอมว่าฟิลิปปินส์ภายใต้การปกครองของผู้พ่อเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของประเทศ

ภรรยาของ มาร์กอส จูเนียร์ และลูกชายทั้งสามคน เดินทางมาร่วมการประกาศรับรองตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่สามีและพ่อของตน ในขณะที่พรรคของตระกูลมาร์กอสชนะที่นั่งในรัฐสภาฟิลิปปินส์ มาตลอดการเลือกตั้งทุกครั้งทุกครั้ง นับตั้งแต่พวกเขากลับมายังฟิลิปปินส์จากการลี้ภัยทางการเมือง นอกจากนี้ อิเมลดา แม่ของบองบอง และภรรยาของอดีตเผด็จการมาร์กอส ในวัย 92 ปี ได้เดินทางมาร่วมงานด้วย เธอเป็นอีกส่วนสำคัญหนึ่งในการส่งอิทธิพลให้แก่ลูกชายจนคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งมาได้

มาร์กอส จูเนียร์ แทบจะมั่นใจได้ว่า เขาจะสามารถควบคุมเสียงฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศได้ โดยเขามีน้องสาวของตัวเองอย่าง ไอมี ได้รับเลือกเป็นวุฒิสภา ลูกชายอย่าง เฟอร์ดินานด์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ มาร์ติน โรมูลเดซ ลูกพี่ลูกน้อง ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้นำเสียงข้างมากของรัฐสภา ซึ่งช่วยแสดงให้เห็นถึงขอบเขตอำนาจของตระกูลมาร์กอส ที่จะสามารถปกครองฟิลิปปินส์ได้ทั้งในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

บองบองกล่าวว่า ตนจะดำเนินนโยบายที่เน้นไปที่การจัดการค่าพลังงาน การสร้างงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา ทั้งนี้ เขาจะต้องแต่งตั้งรัฐมนตรีของตนเองขึ้นมาร่วมทำงานในการบริหารประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูง หนี้สาธารณะที่รัฐบาลก่อ และการถ่วงดุลอำนาจระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เข้ามาขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เป็นที่แน่ชัดว่า การขึ้นสู่อำนาจของ มาร์กอส จูเนียร์ จะเกิดขึ้นท่ามกลางความแตกแยก เนื่องจากความโกรธแค้นของประชาชนฝ่ายตรงข้ามในวงกว้าง และผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อของการกดขี่ข่มเหงจากการปกครองของผู้เป็นพ่อของตน ต้องจับตาว่าครอบครัวมาร์กอสจะล้างชื่อเสียของตนเองจากการเมืองฟิลิปปินส์ได้หรือไม่ ทั้งนี้ อิมี มาร์กอส กล่าวเมื่อวันพุธ (25 พ.ค.) ที่ผ่านมาว่า พวกตนรู้สึก “ขอบคุณอย่างมากสำหรับโอกาสที่สอง” ในการขึ้นสู่อำนาจ


ที่มา:

https://edition.cnn.com/2022/05/26/asia/philippines-bongbong-marcos-declared-president-intl-hnk/index.html?fbclid=IwAR3ABL9jgMI6L5rRoq05Gz_XF0OuoUIBqETCmWUFcPjyFvMYfd0Wof1YBuc