ตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ว่า อย่าใช้ตัวเลขตัดสินเด็ก ป.1 และอย่าเปลี่ยนผลประเมินให้กลายเป็นคำพิพากษาเด็กไทย
จากกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่ง กล่าวพาดพิงว่า “นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ประมาณร้อยละ 20 ไม่สามารถอ่านเป็นประโยคได้” ผมเห็นว่าจำเป็นต้องให้ข้อเท็จจริงกับสังคมอย่างตรงไปตรงมา รอบด้าน และเป็นธรรมกับเด็กทุกคน
ประการแรก คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านที่ไม่เต็ม 100 คะแนน ไม่สามารถนำไปสรุปตรง ๆ ได้ว่า คะแนนส่วนที่ขาดไปเท่ากับร้อยละของเด็กที่ “อ่านไม่ได้” เพราะคะแนนที่ลดลงอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อ่านผิดบางคำ อ่านช้า อ่านติดขัด อ่านไม่คล่อง หรือต้องใช้เวลาในการสะกดคำ
ดังนั้น การจะระบุว่าเด็กจำนวนเท่าใด “ไม่สามารถอ่านเป็นประโยคได้” จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลรายบุคคล เกณฑ์การประเมิน และผลการอ่านในแต่ละองค์ประกอบอย่างชัดเจน ไม่ใช่อาศัยคะแนนเฉลี่ยเพียงตัวเดียวแล้วนำไปแปลงเป็นสัดส่วนของเด็ก เพราะเป็นข้อมูลคนละประเภทและอาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน
ที่สำคัญ เด็ก ป.1 มีอายุเพียง 6–7 ปี เด็กแต่ละคนมีพื้นฐาน ความพร้อม ภาษาในครอบครัว ประสบการณ์ก่อนเข้าเรียน และจังหวะการพัฒนาที่แตกต่างกัน บางคนอ่านได้เร็ว บางคนต้องใช้เวลามากกว่า บางคนอ่านคำได้แต่ยังไม่คล่อง ขณะที่บางคนเข้าใจเรื่องราวได้ดี แต่ยังเชื่อมโยงเสียงกับตัวอักษรได้ไม่สมบูรณ์ ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่ความล้มเหลว และไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่มีความสามารถหรือไม่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเลย
อย่างที่เราทราบกันดีว่า แนวทางการศึกษาสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการประเมินเพื่อค้นหาว่าเด็กแต่ละคนกำลังติดขัดเรื่องใด ต้องการเวลา วิธีการสอน หรือความช่วยเหลือแบบใด แล้วนำข้อมูลนั้นไปออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล กระทรวงศึกษาธิการไม่ปฏิเสธว่า ยังมีเด็กบางส่วนที่ต้องได้รับการพัฒนาทักษะการอ่านอย่างใกล้ชิด หน้าที่ของเราคือค้นหาเด็กเหล่านั้นให้พบโดยเร็ว ช่วยเหลือให้ตรงจุด ติดตามพัฒนาการเป็นรายบุคคล และสนับสนุนครูให้สามารถดูแลเด็กที่มีความต้องการแตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่การยอมรับว่ามีเด็กที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ ไม่ได้หมายความว่าเราควรยอมรับการเหมารวมด้วยตัวเลขที่ยังไม่ได้อธิบายที่มา วิธีคำนวณ และเกณฑ์การวัดอย่างครบถ้วน การแก้ปัญหาการศึกษาต้องเริ่มจากข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ถ้อยคำที่รุนแรงแต่ขาดความแม่นยำ
เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษาได้ และกระทรวงศึกษาธิการพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ แต่ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังการใช้ถ้อยคำกับเด็ก เพราะเบื้องหลังตัวเลขทุกตัวคือเด็กหนึ่งคนที่กำลังเรียนรู้ กำลังเติบโต และต้องการโอกาสมากกว่าคำตัดสินจากผู้ใหญ่
และเราเชื่อว่า เด็กที่วันนี้ยังอ่านไม่คล่อง ไม่ได้หมายความว่าเขาจะอ่านไม่ได้ตลอดไป หน้าที่ของผู้ใหญ่ไม่ใช่เพียงประกาศว่าเด็กกี่คนยังทำไม่ได้ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ระบบการศึกษา ครู โรงเรียน ครอบครัว และสังคม จะร่วมกันช่วยเด็กแต่ละคนให้พัฒนาได้เต็มศักยภาพอย่างไรมากกว่า ?
“มาตรฐานมีไว้กำหนดสิ่งที่ระบบต้องรับผิดชอบและช่วยให้เด็กเรียนรู้ ไม่ได้มีไว้ใช้ตัดสินคุณค่าของเด็ก”