ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัด กทม. มีอยู่ทั้งสิ้น 437 แห่ง มีนักเรียนตั้งแต่อนุบาลหนึ่งถึงมัธยมศึกษาปีที่หกอยู่ในความดูแลของ กทม. เกือบ 260,000 คน โดยนักเรียนประถมเป็นสัดส่วนมากที่สุด 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ได้พัฒนาทักษะแก่เยาวชนทั้งภาษาและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี Digital ในห้องเรียนเพื่อติดอาวุธทางความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อสังคมที่เข้าสู่ Digital Technology อย่างเต็มตัว รวมถึงลดภาระงานเอกสารของครู เพื่อให้ครูได้ทุ่มเทกับการสอนได้อย่างเต็มที่
‘ทีมชัชชาติ’ ตระหนักถึงการพัฒนาการศึกษาต้องอาศัยความต่อเนื่อง อีกทั้งต้องต่อยอดพัฒนาทั้งบุคลากรและโรงเรียน รวมถึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองไปพร้อมๆ กัน หาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย ‘ทีมชัชชาติ’ จะเข้ามาสานต่อนโยบายด้านการศึกษาที่มุ่งพัฒนา ส่งเสริมและช่วยเหลือทั้งเด็ก โรงเรียน ผู้ปกครอง และครู ดังนี้
เด็กเรียนรู้ใกล้บ้าน มีทักษะทันโลก พูดอังกฤษได้ ใช้เทคโนโลยีเป็น ‘ครบทุกโรงเรียน’ ด้วยทักษะทันโลก
🟢 เด็กฝึกภาษาอังกฤษได้ทุกวันด้วยครู และ AI Coach: ในปี 2567 กทม. ได้จัดให้เด็กนักเรียนในสังกัด กทม. ทุกคนสอบวัดระดับทักษะภาษาอังกฤษ CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) พบว่าเด็กส่วนใหญ่อยู่ในระดับ Beginner A1 ที่สามารถสื่อสารประโยคพื้นฐานในชีวิตประจำวัน อย่างแนะนำตัวเอง หรือสื่อสารอย่างช้าๆ ได้ แต่หลังจากที่ กทม. ได้นำ AI Coach มาช่วยฝึกทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ และเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนที่ขาดแคลนครูต่างชาติ ซึ่งนำร่องแล้วใน 136 โรงเรียน พบว่าเด็กมีความมั่นใจและสื่อสารได้คล่องแคล่วอย่างมีนัยสำคัญ เช่น โรงเรียนวัดบางบอนที่สัดส่วนนักเรียนในระดับ A2 ซึ่งเป็นระดับ Elementary เพิ่มขึ้นจาก 9% เป็น 31.13% ในระยะเวลาเพียง 1 ปีการศึกษา ในระยะต่อไป ‘ทีมชัชชาติ’ จะนำ AI Coach มาใช้ใน ‘ทุกโรงเรียน’ ให้การฟังและพูดภาษาอังกฤษกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งพัฒนาครูภาษาอังกฤษและเพิ่มครูต่างชาติผ่านความร่วมมือกับสถาบันภาษาและมหาวิทยาลัยมากขึ้น รวมถึงพัฒนาโรงเรียนสองภาษาให้ครอบคลุม ‘ทุกเขต’ และวัดผลด้วย CEFR ที่เน้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารมากกว่าการท่องแกรมม่า ให้เด็กกรุงเทพฯ ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องแคล่วและมั่นใจ
🟢เด็กหาเงินได้ ใช้เงินเป็น เข้าใจภาษีและการลงทุนเบื้องต้น: สถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตหนี้ครัวเรือนในกรุงเทพฯ ส่งผลต่อโอกาสในชีวิตของเด็กอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษา งานวิจัยพบว่าเยาวชนไทยกว่า 61% อยู่ในครัวเรือนที่มีหนี้สะสมเฉลี่ย 4.4 แสนบาทต่อครัวเรือน ที่ผ่านมา กทม. จึงนำร่องสอน ‘วิชาความฉลาดรู้ทางการเงิน’ (Financial Literacy) ในโรงเรียนมัธยม 10 แห่ง เพื่อสร้างทักษะด้านการเงินตั้งแต่วัยเรียน ระยะต่อไป ‘ทีมชัชชาติ’ จะขยายการเรียนรู้ด้านการเงินสู่ทุกโรงเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถม โดยพัฒนาหลักสูตรและสื่อการสอนร่วมกับหน่วยงานด้านการเงินให้เด็กมีทักษะตามกรอบสมรรถนะด้านการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยระดับประถมต้นจะเน้นที่การเข้าใจคุณค่าของเงินและการออม ระดับประถมปลายจะเน้นการจัดการรายได้ ภาษีและการลงทุนเบื้องต้น และระดับมัธยมจะเน้นกิจกรรมสำรวจอาชีพและฝึกงานระยะสั้นกับผู้ประกอบการจริง เป้าหมายนอกจากจะอยู่ที่การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับทั้งเด็กและครอบครัวแล้ว ยังมุ่งหยุดวงจรปัญหาหนี้ที่ส่งต่อข้ามรุ่นอีกด้วย
🟢เด็กเรียนวิชาผ่าน Maker Space และสร้างนวัตกรรม STEAM: แม้เด็กจำนวนมากใน กทม. จะเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น แต่ผลคะแนน PISA กลับสะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาของเด็กไทยยังเน้นการท่องจำมากกว่าส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง ที่ผ่านมา กทม. ได้เริ่มพัฒนาการเรียนรู้แบบ ‘STEAM’ ที่บูรณาการวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรม (Engineering) ศิลปะ (Arts) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำและแก้โจทย์จริง ในระยะต่อไป ‘ทีมชัชชาติ’ จะขยายการเรียนรู้แบบ STEAM และพื้นที่ ‘Maker Space’ ให้ ‘ครบทุกโรงเรียน’ โดยร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) นำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ฯ มาใช้พัฒนาทักษะด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์โดยเชื่อมการเรียนรู้กับโจทย์จริงรอบตัว เพื่อให้เด็กคิด วิเคราะห์เพื่อใช้ความรู้แก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรมได้จริงในโลกอนาคต ควบคู่ไปกับการสอบวัดความรู้เพื่อเรียนต่อในระดับชั้นต่อไปได้
🟢เด็กมีทักษะเอาตัวรอดจากสาธารณภัย และภัยไซเบอร์: ปัจจุบันเด็กไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ยวันละ 2 คน แม้จะเป็นภัยที่สามารถป้องกันได้ แต่เด็กกรุงเทพฯ กลับขาดทักษะในการเอาตัวรอดอย่างการว่ายน้ำ เพราะอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งสระว่ายน้ำมีจำกัดและค่าเรียนสูง ที่ผ่านมา กทม. จึงสร้างหลักสูตร ‘เล่นน้ำได้ ว่ายน้ำเป็น’ ที่สอนให้เด็ก ป.3 - ป.5 ทุกคนสามารถลอยตัวและเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำได้ ควบคู่กับการอบรม CPR (การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน) ให้กับเด็กชั้น ป.6 ระยะต่อไป ‘ทีมชัชชาติ’ จะส่งเสริมให้ ‘ทุกโรงเรียน’ มีการฝึกทักษะที่ครอบคลุมที่จำเป็นในการเอาตัวรอดในเมืองใน 4 มิติหลัก อันได้แก่ 1) อุบัติเหตุและภัยพิบัติ เช่น ความปลอดภัยทางถนน การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การเอาตัวรอดเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหว 2) ภัยออนไลน์และมิจฉาชีพ เช่น การรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ สแกมเมอร์และข่าวปลอม 3) ความรุนแรงและการกลั่นแกล้ง เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ และ 4) การเอาตัวรอดได้อย่างมีสุขภาวะทั้งกายและใจ โดยการฝึกสังเกตจุดเสี่ยงและการขอความช่วยเหลือผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและสถานการณ์จำลอง เพื่อสร้างเด็กกรุงเทพฯ ที่ดูแลตัวเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้ในโลกยุคใหม่
เด็กมีอนาคตรู้ว่าตัวเองชอบอะไรผ่าน
🟢ระบบประเมินนักเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพเฉพาะบุคคล: การประเมินผลแบบเดิมที่ตัดสินด้วยคะแนนว่าสอบผ่านไม่ผ่านไม่สามารถสะท้อนศักยภาพทั้งหมดของเด็กได้ ซ้ำยังสร้างภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ อย่างเช่นเด็กบางคนเสียความมั่นใจและรู้สึกไม่ดีพอ เพราะเด็กแต่ละคนมีศักยภาพที่ต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ‘ทีมชัชชาติ’ จะผลักดัน ‘การประเมินเด็กด้วยสมรรถนะ 7 ด้าน’ ได้แก่ 1) การจัดการตนเองอย่างมีสุขภาวะ 2) การคิดขั้นสูงและการเรียนรู้ 3) การสื่อสารด้วยภาษา 4) การจัดการและการทำงานเป็นทีม 5) การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง 6) การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน และ 7) การสร้างสรรค์นวัตกรรม ควบคู่ไปกับการวัดผลด้วยคะแนนวิชาการ โดยจะมีการใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) และแผนพัฒนาตนเอง ‘รายบุคคล’ ที่ครูและผู้ปกครองสามารถติดตามพัฒนาการได้ เพื่อให้ทุกฝ่ายช่วยกันพัฒนาเด็กให้ดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด
โรงเรียนส่งเสริมความเป็นเลิศ
🟢ขยาย Digital Classroom ให้ครอบคลุมตั้งแต่ ป.4 - ม.6: 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ส่งเสริมเทคโนโลยีการเรียนรู้ยุคใหม่ผ่าน Digital Classroom ที่ให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. มีคอมพิวเตอร์หนึ่งคนต่อหนึ่งเครื่อง โดยใช้ Chromebook ซึ่งเหมาะกับการเรียนรู้มากกว่าแท็บเล็ต ให้เด็กเรียนรู้ผ่าน Google Workspace for Education เปิดโอกาสให้ครูออกแบบการเรียนการสอนแบบ Active-based Learning ได้อย่างคล่องตัว เด็กสามารถเรียนรู้ตามจังหวะของตัวเองผ่านการทบทวนบทเรียนออนไลน์ มีส่วนร่วม และสนุกกับการเรียนโดยเน้นเนื้อหา 7 วิชา เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย คอมพิวเตอร์ และประวัติศาสตร์ เป็นต้น พร้อมฝึกทักษะศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ระยะต่อไป ‘ทีมชัชชาติ’ ตั้งเป้าจัดหา Chromebook ให้นักเรียนกว่า 130,000 คน ภายในปี 2569 และจะขยาย Digital Classroom ให้ครอบคลุมตั้งแต่ ป.4 - ม.6 เพื่อยกระดับโรงเรียนทั้งระบบให้พร้อมรับกับพลวัตของอนาคตการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
🟢 ต่อยอดโรงเรียนมาตรฐานนานาชาติ และพัฒนาโรงเรียนสองภาษาให้ครบทุกเขต: แม้นักเรียนระดับชั้น ป.6 จะมีคะแนน O-Net ภาษาอังกฤษสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ แต่เมื่อเทียบกับโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนนานาชาติที่มีค่าใช้จ่ายสูง เด็กกรุงเทพฯ ก็ยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางภาษาอยู่ ที่ผ่านมา กทม. ได้ขยายโรงเรียนสองภาษาไปแล้ว 192 แห่ง ทั้งหลักสูตรไทย-อังกฤษ ไทย-จีน ญี่ปุ่น อาหรับและมลายู รวมถึงการให้โรงเรียนมหรรณพารามนำร่องการสอนสู่มาตรฐานนานาชาติ โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อหลักในบางวิชา โดยผู้ปกครองไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ‘ทีมชัชชาติ’ จะต่อยอด ‘โรงเรียนมาตรฐานนานาชาติ และพัฒนาโรงเรียนสองภาษาให้ครบทุกเขต’ โดยพัฒนาหลักสูตรภาษาอังกฤษเข้มข้นให้กับโรงเรียนที่มีความพร้อม รวมถึงจัดหาครูต่างชาติให้มาสอนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรม English Camp และ Virtual Exchange Program กับนักเรียนต่างชาติเพื่อเพิ่มโอกาสการใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง โดยตั้งเป้าให้เด็กกรุงเทพฯ มีผลสอบ CEFR ในระดับ A2 และระดับ B1 (Intermediate) เพิ่มขึ้น
🟢ต่อยอดโรงเรียนสาธิตปฐมวัย และโรงเรียนอนุบาลคุณภาพครบทุกเขต: ช่วงวัย 3-6 ปี คือเวลาทองของการพัฒนาสมองและการเรียนรู้ กทม. จึงได้พัฒนาโรงเรียนอนุบาลต้นแบบที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น การพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า และการเติบโตอย่างมีความสุข โดยระยะต่อไป ‘ทีมชัชชาติ’ จะต่อยอด ‘โรงเรียนสาธิตปฐมวัยกรุงเทพมหานคร’ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้เป็นทั้งโรงเรียนต้นแบบ พื้นที่ฝึกครูและศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านเด็กปฐมวัยของกรุงเทพฯ พร้อมกับขยายโรงเรียนอนุบาลคุณภาพให้ครบทั้ง 50 เขต ให้เด็กกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาทองของการเรียนรู้ทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาปฐมวัยคุณภาพใกล้บ้าน
ช่วยผู้ปกครองลดค่าใช้จ่าย
🟢เรียนฟรีจริง ไม่มีเก็บ: แม้ปัจจุบัน กทม. จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 7 รายการ และเปิดให้นักเรียนแต่งกายยืดหยุ่นได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งเพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง แต่โรงเรียนบางแห่งก็ยังใช้กลไกสมาคมผู้ปกครองเก็บเงินเพิ่ม รวมถึงกฎกระทรวงศึกษาธิการที่อนุญาตให้เก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับห้องเรียนพิเศษที่มีกิจกรรมเพิ่มศักยภาพ และสำหรับห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ (EP และ MEP) ที่ค่าใช้จ่ายสูงถึงตั้งแต่ 17,500 – 40,000 บาทต่อภาคการศึกษา ‘ทีมชัชชาติ’ จะยืนยันนโยบาย ‘เรียนฟรีจริง ไม่มีเก็บเพิ่ม’ ทั้งห้องเรียนปกติและห้องเรียนพิเศษ โดยเปิดให้ผู้ปกครองสามารถร้องเรียนผ่าน ‘Traffy Fondue’ หากเกิดกรณีเรียกเก็บเงินเพิ่ม นอกจากนี้ ‘ทีมชัชชาติ’ จะพัฒนาห้องเรียนภาษาอังกฤษ กิจกรรมหลังเลิกเรียน และโรงเรียนที่มีจุดความเป็นเลิศโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพื่อให้ ‘เรียนฟรีมีอยู่จริง’
คืนครูให้นักเรียน
🟢ต่อยอดการลดภาระงานครู คืนเวลาให้ครูได้มาอยู่กับนักเรียน: กทม. ได้ดำเนินนโยบาย ‘คืนครูให้นักเรียน’ โดยการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการที่มีทักษะดิจิทัลประจำโรงเรียนเพิ่ม 371 ราย ให้รับผิดชอบงานเอกสารแทนครู พร้อมปรับกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ เช่น การใช้ระบบ Thai School Lunch และ BEMIS ช่วยลดภาระครูได้ถึง 53% และจำกัดภาระงานโครงการของครูให้เหลือไม่เกิน 3 โครงการต่อปี ส่งผลให้ครูกว่า 79% พึงพอใจกับงานเอกสารที่ลดลง ระยะต่อไป ‘ทีมชัชชาติ’ จะต่อยอดนโยบาย ‘ลดภาระงานครู’ อย่างเป็นระบบใน 5 ด้าน ได้แก่
1. พัฒนาระบบจ้างงานธุรการเพื่อลดอัตราการลาออก และหาสวัสดิการให้ธุรการอยู่ได้อย่างยั่งยืน
2. ลดจำนวนโครงการและการอบรมนอกโรงเรียนที่ทำให้ครูต้องออกจากห้องเรียน จากโครงการที่มีมากกว่า 100 โครงการ ปัจจุบัน กทม. ได้ลดเหลือ 24 โครงการแล้ว ต่อไป จะมีการพิจารณายกเลิกกิจกรรมที่ซ้ำซ้อนหรือไม่มีการประเมินผลที่ชัดเจนเพิ่มเติม และปรับกิจกรรมเป็นรูปแบบออนไลน์ตามความเหมาะสม
3. แผนการสอนแผ่นเดียว จากเอกสารรายวิชา 1,111 แผ่น ได้ถูกลดเหลือ 280 แผ่น ต่อไปจะมีการสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยลดกระดาษรายวิชาเพิ่มเติม
4. เปลี่ยน ปพ. 4, 5, 8, 9 ให้เป็นรูปแบบดิจิทัล ผ่านการกรอกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ ซึ่งช่วยประหยัดงบในการซื้อรูปเล่มอีกด้วย
5. ลดการอยู่เวรยามนอกเวลา แม้จะมีการจ้างเจ้าหน้าที่ รปภ. ครบทุกโรงเรียน แต่ครูก็ยังถูกขอให้มาเฝ้าเวรวันเสาร์-อาทิตย์ ‘ทีมชัชชาติ’ จะลดเวลาการอยู่เวรยามและการทำงานนอกเวลาของครู เพื่อให้หน้าที่หลักของครูอยู่ที่งานสอนอย่างแท้จริง
สิ่งที่คนกรุงเทพฯ และเด็กกรุงเทพฯ จะได้จาก ‘การพัฒนาทักษะเด็กให้ทันโลก ต่อยอดโรงเรียนส่งเสริมความเป็นเลิศ เรียนฟรีจริง ใกล้บ้าน ไม่มีเก็บ’
🟢ได้เด็กที่มีสุขภาวะทั้งกายและใจ ด้วยการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับอนุบาลที่เน้นพัฒนาทักษะสมองผ่านการเล่น เป็นการบ่มเพาะสุขภาวะ ปูพื้นฐานความเข้มแข็งทั้งกายใจให้กับเด็กตั้งแต่เยาว์วัย
🟢ได้เด็กที่มีความรู้ทางวิชาการ ทักษะในการเอาตัวรอดและการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมถึงทักษะที่จำเป็นต่อพลวัตของสังคมโลก เราจะได้เด็กที่มีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อการต่อยอดความรู้ทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทักษะในการอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นและการเอาตัวรอดจากภัยอันตรายต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการเรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้อย่างมีความสุข
🟢ได้โรงเรียนสองภาษาและโรงเรียนที่มีมาตรฐานการใช้ภาษาอังกฤษเทียบเท่ามาตรฐานโรงเรียนนานาชาติ รวมถึงโรงเรียนปฐมวัยคุณภาพ ‘ใกล้บ้าน’ ที่ ‘เรียนฟรีจริง’ และ ‘ครอบคลุม’ ทั่ว 50 เขตของกรุงเทพมหานคร
🟢ได้ครูที่มีเวลาให้กับการสอนและพัฒนาการสอนได้อย่างเต็มที่
🟢ผู้ปกครองเบาใจเรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่ ‘เรียนฟรีมีอยู่จริง’ พร้อมทั้งมั่นใจได้ว่าลูกของตนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ทันสมัย และเท่าเทียม เอาตัวรอดในสังคมเป็นและมีอาชีพเมื่อโตขึ้น
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เด็กกรุงเทพฯ มีความสุขเพราะมีทักษะที่ตนสามารถเอาไปใช้ในการดำเนินชีวิต รวมถึงการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นและต่อยอดในชีวิตการทำงานได้จริงนั้น เริ่มจากการสร้าง ‘พื้นฐานที่เข้มแข็ง’ ทั้งทักษะพื้นฐานในการดำเนินชีวิต ภาษาเพื่อใช้ในการสื่อสารและเพื่อใช้ในทางวิชาการ ความรู้ทางวิชาการที่เน้นการคิดวิเคราะห์และประยุกต์ใช้เป็น เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ผ่านการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม โดยหน่วยใหญ่สุดอย่าง กทม. จะเป็นผู้ริเริ่มและพัฒนา ผ่านการร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน บุคลากรอย่างครู และหน่วยย่อยที่สำคัญที่สุดอย่างครอบครัว เพื่อให้ ‘เด็กมีความสุขทุกครั้งที่มาโรงเรียน สนุกกับการเรียนรู้ และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในแบบของตัวเอง’