วันที่ 6 มิถุนายน 2569 'ชัชชาติ สิทธิพันธุ์' ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 9 ลงพื้นที่หาเสียงในเขตจอมทองและเขตบางขุนเทียน พร้อมพูดคุยและรับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายแสนปิติ สิทธิพันธ์ุ หรือ แสนดี บุตรชายของชัชชาติ ได้ร่วมลงพื้นที่หาเสียงด้วยเป็นครั้งแรก
ช่วงเช้า ชัชชาติเดินเท้าหาเสียงชุมชนสินทวีวิลล่า เขตจอมทอง พบปะชาวชุมชนและเยี่ยมชมโครงการปรับปรุงพื้นที่รกร้างให้เป็นลานกีฬาและพื้นที่กิจกรรมอเนกประสงค์ของชุมชน ซึ่งเป็นโครงการที่ชาวบ้านเคยร้องเรียนเข้ามาในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2567 และเพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ระหว่างลงพื้นที่ ชัชชาติสอบถามชาวชุมชนถึงการใช้งานพื้นที่ดังกล่าว โดยตัวแทนชุมชนระบุว่า ปัจจุบันมีการจัดกิจกรรมแอโรบิกสัปดาห์ละ 5 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 18.00 - 19.00 น. มีประชาชนเข้าร่วมประมาณ 50 คน รวมถึงคนนอกชุมชนด้วย
สำหรับชัชชาติโครงการลักษณะนี้คือ “เส้นเลือดฝอย” ของเมือง และไม่อยากให้ใครมองว่าเป็นโครงการขนาดเล็ก ไม่มีความสำคัญ เพราะเมื่อโครงการเล็กๆ จำนวนมากถูกรวมเข้าด้วยกัน จะกลายเป็นโครงสร้างใหญ่ที่สมบูรณ์ของเมือง
“อย่าไปดูถูกว่าเส้นเลือดฝอย โอ๊ย ทำแล้วกระจอก ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างเมือง อันนี้คือโครงสร้างที่แท้จริง เพราะมันคือโครงสร้างที่สัมผัสกับชีวิตคน” ชัชชาติกล่าว
ชัชชาติกล่าวต่อว่า ปัจจุบัน กทม. ดูแลลานกีฬาอยู่ประมาณ 317 แห่ง และมีเป้าหมายขยายให้ครบ 500 แห่ง เพื่อให้เด็กและเยาวชนในชุมชนมีพื้นที่ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมในวันหยุด และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เช่น ทำลานกีฬา สำคัญยิ่งกว่าไปทำอะไรที่อยู่ในเมืองที่เด็กเขาใช้ไม่ได้ แล้วมันก็เป็นโครงการที่สำคัญของชีวิตเด็กในชุมชน
นอกจากนี้ชัชชาติยังยกตัวอย่างนโยบายเส้นเลือดฝอยอื่นๆ ที่เปลี่ยนโครงสร้างเมืองในชีวิตจริง เช่น ศูนย์สาธารณสุขชุมชน 69 แห่ง ทางเท้าที่ปรับปรุงแล้วกว่า 1,000 กิโลเมตร ซึ่งทำให้เมืองที่เคยเดินยากกลายเป็นเมืองที่เดินได้และน่าเดิน รวมถึงการปลูกต้นไม้มากกว่า 2 ล้านต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดความร้อน และทำให้เมืองร่มเย็นขึ้น
ชัชชาติกล่าวว่า การพัฒนาเมืองไม่ควรมองเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หรือสิ่งที่เห็นชัดจากภายนอกเท่านั้น แต่ต้องดูว่าประชาชนได้รับประโยชน์จริงหรือไม่ เพราะหลายเรื่องที่ดูเหมือนเล็ก เมื่อรวมกันแล้วคือโครงสร้างใหม่ของเมือง
“อย่าไปดูถูกว่าไอ้ที่เราทำมันไม่เปลี่ยนโครงสร้าง ดูตื้นๆ มันนึกว่าทำเรื่องเล็กๆ แต่สุดท้ายพอเรื่องเล็กรวมกันใหญ่ มันคือโครงสร้างใหม่ของเมือง ก็ฝากไว้ด้วยนะครับ จะได้บอกว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชน” ชัชชาติกล่าว
ชัชชาติยังกล่าวถึงภาพรวมของพื้นที่จอมทองและบางขุนเทียนว่า เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีทั้งปัญหาถนนหนทาง น้ำท่วม และประชากรผู้สูงอายุจำนวนมาก จึงต้องพัฒนาทั้งระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบสาธารณสุข และการดูแลผู้สูงอายุควบคู่กัน
สำหรับนโยบายผู้สูงอายุ ชัชชาติกล่าวว่า ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการลดเวลารอพบแพทย์ ให้นัดหมอแล้วรอไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพราะผู้สูงอายุเดินทางลำบากและไม่ควรต้องรอคิวนาน
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางขยายสิทธิบัตรทองในหน่วยบริการของ กทม. จากประมาณ 1 ล้านคน เป็น 1.3 ล้านคน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพของ กทม. ได้มากขึ้น รวมถึงพัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ให้ต่อยอดไปสู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรในอนาคต
ชัชชาติกล่าวอีกว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่ต้องทำให้ผู้สูงอายุมีสังคม มีเพื่อน และยังมีบทบาทในชีวิตประจำวัน จึงมีแนวคิดสนับสนุนชมรมผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุ “ไม่ติดบ้านติดเตียง แต่ไปติดเพื่อนแทน”
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางสร้างแพลตฟอร์มจับคู่ทักษะของผู้สูงอายุกับความต้องการของตลาด โดยร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น ผู้สูงอายุที่มีทักษะทำอาหาร เย็บผ้า หรืองานฝีมืออื่นๆ ให้สามารถเข้าถึงลูกค้าและสร้างรายได้ต่อเนื่องได้
ส่วนพื้นที่บางขุนเทียน ชัชชาติกล่าวว่า โครงการสำคัญคือการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เนื่องจากบางขุนเทียนเป็นพื้นที่เดียวของกรุงเทพฯ ที่มีชายทะเลยาวประมาณ 4.7 กิโลเมตร และที่ผ่านมาเกิดการกัดเซาะลึกเข้ามาเกือบ 1 กิโลเมตรแล้ว จึงต้องเดินหน้าโครงการเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องมานาน และเริ่มเดินหน้าได้ในช่วงที่ผ่านมา
ชัชชาติอธิบายว่า รูปแบบเขื่อนดังกล่าวผ่านการศึกษาและพิจารณามาหลายครั้ง รวมถึงผ่านกระบวนการ EIA และการทดสอบหลายรูปแบบ ตั้งแต่เขื่อนไม้ไผ่ เขื่อนหินทิ้ง ไปจนถึงรูปแบบเขื่อนเป็นช่วง ๆ ที่เว้นช่องให้น้ำเข้าออกได้
ชัชชาติกล่าวว่า หากเปลี่ยนไปทำเขื่อนถาวรแบบปิดทึบ อาจไม่ได้ช่วยให้ดินที่เสียไปกลับคืนมา แต่รูปแบบเขื่อนที่วางไว้อยู่นอกชายฝั่งเล็กน้อย จะช่วยให้เกิดการสะสมของตะกอนและมีโอกาสฟื้นฟูพื้นที่ดินกลับมาได้ “ถ้าไปเปลี่ยนรูปแบบใหม่ต้องไปเริ่มใหม่ ใช้เวลาอีกเป็น 10 ปี ก็คงต้องลุยตามนี้ไปก่อน” ชัชชาติกล่าว
สำหรับปัญหาน้ำท่วมในบางขุนเทียน ชัชชาติระบุว่า ปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากฝนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน โดยเฉพาะบริเวณถนนบางขุนเทียนชายทะเล ทำให้บางช่วงแม้ไม่ใช่ฤดูฝนก็ยังเกิดน้ำท่วมได้เสนอแนวทางระยะยาวต้องอาศัยการทำเขื่อนกั้นน้ำ โดยให้ถนนริมทะเลทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันน้ำ รวมถึงอาจต้องมีประตูน้ำเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุนเข้าพื้นที่ ซึ่งบางจุดได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว