วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เป็นประธานเปิดงาน "Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทยสู่ IDEs ประจำปี 2026” พร้อมแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand Innovation Synergy: ผสานพลังวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ขับเคลื่อน SMEs ไทยสู่ IDEs” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) คณะผู้บริหารกระทรวง อว. และหน่วยงานในสังกัด อว. เข้าร่วม ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
งานดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานจาก 10 องค์กรพันธมิตรสำคัญระดับประเทศ ได้แก่ สำนักงานสถานโยบายการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, สมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย , หอการก้าไทยและสภาพอการก้าแห่งประเทศไทย, สมาคมธนาคารไทย และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขอขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เปิดโอกาสให้ Startup และ SMEs ไทยได้มีพื้นที่ในการทำการตลาดและเข้าถึงแหล่งทุนได้ การขับเคลื่อนนวัตกรรมในยุคปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) เสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากงานวิจัยเชิงพื้นที่หรือเทคโนโลยีพื้นฐานที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด แล้วจึงนำความรู้และงานวิจัยมาต่อยอด เพื่อยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไปสู่การเป็นวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือ IDEs
รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. มีความมุ่งมั่นที่จะสร้าง ‘Thailand Synergy’ เพื่อเชื่อมโยงระบบนิเวศทางนวัตกรรมแบบบูรณาการ โดยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลทางสังคม ซึ่งในรอบ 90 วันที่ผ่านมา กระทรวง อว. ได้เร่งดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นรูปธรรมในหลายมิติ ประกอบด้วย การเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมและแหล่งทุน โดยส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการ รวมทั้งการยกระดับทรัพย์สินทางปัญญา (IP) โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการพิจารณาสิทธิบัตรของไทยให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก (Local Enterprise) โดยนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่ เพื่อแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น ยังเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายระดับชาติ เพื่อรับมือกับสงครามเทคโนโลยี (Tech War) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย โดยมุ่งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) และเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ตั้งแต่ระดับฐานราก
"การพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องไม่มุ่งเน้นเพียงผลกำไรเชิงพาณิชย์ แต่ต้องเป็นไปเพื่อความสงบสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน รัฐบาลพร้อมเป็นกลไกในการสนับสนุนและยกระดับทักษะ (Reskill/Upskill) ให้กับผู้ประกอบการและบุคลากร การผสานพลังของทั้ง 11 องค์กรพันธมิตรในวันนี้ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านและนำทาง SMEs ไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกต่อไป" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม