วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ขึ้นเวทีดีเบตในรายการ Nation Election DEBATE: ผู้ว่าฯ กรุงเทพ โอกาสของคนเมือง กล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยย้ำว่า การแก้ฝุ่นต้องเริ่มจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้รู้ชัดว่าฝุ่นเกิดจากอะไร มาจากแหล่งใด ก่อนจัดการที่ต้นเหตุอย่างตรงจุด
ชัชชาติระบุว่า ปัญหาฝุ่นในกรุงเทพฯ เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สภาพอากาศปิดในช่วงปลายปี ฝุ่นจากรถยนต์ โดยเฉพาะรถดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และฝุ่นจากการเผาชีวมวลนอกพื้นที่กรุงเทพฯ ดังนั้นหัวใจของการแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงแจ้งเตือนประชาชนเมื่อฝุ่นมา แต่ต้องรู้แหล่งกำเนิดให้เร็ว คุมต้นตอให้ตรง และใช้ทั้งข้อมูล เทคโนโลยี กฎหมาย และการประสานงานข้ามหน่วยงานเข้ามาจัดการ
🟢ต่อยอด “นักสืบฝุ่น” จับต้นตอให้แม่นขึ้น
ชัชชาติกล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องไม่ใช่การแก้แบบเดาสุ่ม เพราะ PM 2.5 ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว แต่มาจากหลายปัจจัยที่ซ้อนกัน ทั้งรถยนต์ โรงงาน ไซต์ก่อสร้าง การเผา และสภาพอากาศ
แนวทางของทีมชัชชาติ จึงมีการต่อยอดโครงการ “นักสืบฝุ่น” ไปสู่การทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยจัดทีมเฉพาะกิจ รวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง อนามัย สิ่งแวดล้อม และเทศกิจ ออกตรวจแหล่งกำเนิดฝุ่นโดยตรง ทั้งรถควันดำ ไซต์ก่อสร้าง โรงงาน สถานประกอบการ และจุดเสี่ยงการเผา
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดยกระดับการตรวจวัดฝุ่นด้วย Super Station หรือสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง ที่สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่นได้ละเอียดขึ้น เพื่อให้รู้ว่าฝุ่นมาจากแหล่งใด และนำข้อมูลไปใช้พยากรณ์ แจ้งเตือน และออกมาตรการได้แม่นยำกว่าเดิม
🟢ย้ำ กทม. ไม่มีอำนาจทั้งหมด ต้องประสานข้ามหน่วยงาน
ชัชชาติย้ำว่า กทม. ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการปัญหาฝุ่นทั้งหมด เช่น มาตรฐานควันดำอยู่ภายใต้การกำกับของกรมควบคุมมลพิษ ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ภายใต้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือข้ามหน่วยงาน ซึ่งที่ผ่านมา กทม. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรการ เช่น การปรับมาตรฐานควันดำให้เข้มขึ้นจาก 30% เป็น 20% รวมถึงการผลักดันให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษจากปล่องแบบอัตโนมัติ เพิ่มจาก 8 โรงงานเป็น 250 โรงงาน
นอกจากนี้ ทีมชัชชาติยังเสนอแนวทาง BKK Industrial Watch เพื่อติดตามมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม โดยให้โรงงานที่เข้าเกณฑ์ติดตั้งระบบตรวจวัดปลายปล่องแบบต่อเนื่อง หรือ CEMS และมี War Room ติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะสารตั้งต้นของฝุ่นทุติยภูมิ เช่น NOx, SO2 และ VOCs
🟢คุมรถดีเซล-ต่อยอดเขตมลพิษต่ำ
สำหรับฝุ่นจากรถยนต์ ชัชชาติระบุว่า รถดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญของ PM 2.5 โดยนโยบายรอบนี้จะต่อยอดมาตรการคุมรถปล่อยมลพิษ ผ่านแนวคิด Low Emission Zone 2.0 หรือเขตมลพิษต่ำ
จากเดิมที่เริ่มจากรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปและระบบ Green List จะขยายไปยังรถกลุ่มอื่นที่สร้างมลพิษสูง เช่น รถกระบะดีเซล รถดีเซลเก่า Pre-EURO / EURO 1 / EURO 2 รวมถึงใช้เทคโนโลยีกล้องอ่านป้ายทะเบียนอัจฉริยะ และกำหนดค่าธรรมเนียมหรือส่วนลดตามมาตรฐานเครื่องยนต์ โดยรถ EV จะได้รับสิทธิประโยชน์ในแนวทางดังกล่าว
🟢ลดเผาชีวมวล ต้องทำงานเกินเส้นเขตกรุงเทพฯ
ชัชชาติกล่าวว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณ 100,000 ไร่ ไม่มีการเผาแล้ว แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่พื้นที่รอบนอก เช่น นครนายก และปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นลมและส่งผลต่อคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ
ที่ผ่านมา กทม. ใช้วิธีออกไปประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรกร และหน่วยงานท้องถิ่นโดยตรง เพื่อสร้างความร่วมมือในการลดการเผา โดยชัชชาติระบุว่า ปีที่ผ่านมา การเผาลดลงเกือบ 50% และทำให้จำนวนวันที่ฝุ่นในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับแย่ลดลงกว่าปีก่อนประมาณ 50% เช่นกัน
“ฝุ่นไม่ได้หยุดอยู่แค่เขตกรุงเทพฯ เราต้องออกไปคุยกับจังหวัดรอบนอก คุยกับผู้ว่าฯ คุยกับเกษตรกร และตั้งตัวชี้วัดร่วมกันให้ชัดเจน” ชัชชาติกล่าว
นโยบายในระยะต่อไปจะใช้แนวคิด Bangkok and Beyond เพราะฝุ่นเคลื่อนที่ตามลมและสภาพอากาศ จึงต้องมีศูนย์ติดตามการเผาและช่วยเหลือเกษตรกรแบบครบวงจร ตั้งแต่การเฝ้าระวัง Hotspot แบบเรียลไทม์ การประสานดับไฟ การดำเนินคดีกับการลักลอบเผา ไปจนถึงการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น ตลาดสำหรับผลผลิตปลอดการเผา หรือการรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
🟢ดันกฎหมายอากาศสะอาด ให้ผู้ก่อมลพิษร่วมรับผิดชอบ
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการผลักดัน กฎหมายหรือข้อบัญญัติอากาศสะอาดกรุงเทพฯ เพื่อให้ กทม. มีเครื่องมือในการจัดการฝุ่นมากขึ้น ทั้งการกำหนดเจ้าพนักงานอากาศสะอาด กองทุนอากาศสะอาด ค่าธรรมเนียมจากผู้ปล่อยมลพิษ และอำนาจในการตรวจสอบหรือเอาผิดแหล่งกำเนิดฝุ่น
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” เพื่อให้การจัดการฝุ่นไม่ใช่ภาระของประชาชนฝ่ายเดียว แต่ผู้ที่สร้างมลพิษต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเมือง
🟢ประชาชนต้องรู้ทันสถานการณ์ฝุ่น และมีพื้นที่ปลอดภัย
ในมิติการรับรู้ของประชาชน ชัชชาติกล่าวว่า การสื่อสารข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแม้ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นจะดีขึ้น แต่หากมีวันที่ฝุ่นแย่เพียงวันเดียว ประชาชนก็ได้รับผลกระทบและรู้สึกกังวลได้ทันที
กทม. จึงต้องมีระบบแจ้งเตือนและพยากรณ์ล่วงหน้าที่ชัดเจน ประชาชนสามารถดูสถานการณ์ฝุ่นผ่านแอปพลิเคชัน และเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า พร้อมให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจง่าย
นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการป้องกันในพื้นที่เปราะบาง เช่น ห้องปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน รวมถึงให้เด็กเรียนรู้เรื่องคุณภาพอากาศตั้งแต่ในโรงเรียน ผ่านกิจกรรมชักธงสีแสดงระดับฝุ่น เพื่อให้เด็กเข้าใจวิธีดูแลตัวเอง และนำความรู้กลับไปสื่อสารต่อกับครอบครัว
🟢ตั้งเป้าลดวันที่ฝุ่นแย่เหลือ 20 วัน
ชัชชาติย้ำว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยระบุว่า ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีวันที่ฝุ่นอยู่ในระดับไม่ดี 28 วัน และหากเดินหน้ามาตรการอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสามารถลดลงเหลือ 20 วันได้
“ปีนี้ฝุ่นในกรุงเทพฯ เหลือ 28 วันที่ไม่ดี ถ้าจะทำให้เป็นผล ผมเชื่อว่าต้องตั้งตัวชี้วัดไว้เลยว่า ปีหน้าต้องลดลงอีก เราเชื่อว่าตั้งเป้าไว้ 20 วัน ต้องลดลงไป” ชัชชาติกล่าว
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่าต้องใช้เวลานานหรือไม่ ชัชชาติกล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าวสามารถทำได้ เพราะกรุงเทพฯ มาถูกทางแล้ว ทั้งการใช้เทคโนโลยี การจัดการรถยนต์ การลดการเผา และการประสานงานกับพื้นที่รอบนอก พร้อมระบุว่างบประมาณที่ใช้ไม่สูงมาก โดยประเมินว่าไม่เกิน 200 ล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรนอกพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อลดการเผาชีวมวล