ไม่พบผลการค้นหา
'ชัชชาติ เบอร์ 9' ดัน BKK Housing Matching แก้ปัญหาคนกรุงฯ เข้าถึงบ้านใกล้งาน ผุดโมเดล 'เช่า-ออม' เปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินดาวน์ เปิดแพลตฟอร์มรวมบ้านว่าง-คอนโด-ห้องเช่าราคาถูก พร้อมเดินหน้าบ้านมั่นคง 5,000 หลังคาเรือน ลดเหลื่อมล้ำที่อยู่อาศัยในเมือง

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีมงาน 'กรุงเทพฯ ทำงาน' ลงพื้นที่หาเสียง เขตสาทร-บางคอแหลม-วังทองหลาง บริเวณ ชุมชนรุ่งมณีพัฒนา-ชุมชนทรัพย์สินใหม่-บ้านเลี้ยงเด็กครูส้มแห่งใหม่ (ชุมชนน้อมเกล้า) นำเสนอนโยบายการพัฒนาที่อยู่อาศัยและบ้านมั่นคง

ชัชชาติกล่าวว่า ปัญหาที่อยู่อาศัยถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มคนจบใหม่หรือผู้เริ่มต้นทำงาน ซึ่งอาจยังมีกำลังซื้อไม่เพียงพอในการจัดหาที่อยู่อาศัยใกล้สถานที่ทำงาน ทั้งนี้ แนวทางที่เหมาะสมคือการส่งเสริมให้มีที่อยู่อาศัยตั้งอยู่ใกล้แหล่งงาน ภายใต้แนวคิด “งานใกล้บ้าน บ้านใกล้งาน” ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและภาระในการเดินทาง รวมทั้งบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองอีกด้วย

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” จึงได้นำเสนอนโยบายที่มุ่งเป้าให้คนมีบ้านใกล้งานผ่านโครงการ BKK Housing Matching (www.bkkhousing.com) โดยตั้งเป้าให้ผู้มีรายได้น้อยได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงาน นำร่องจำนวน 1,000 ราย ซึ่งต่อยอดจากแพลตฟอร์มที่ริเริ่มร่วมกับสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนความต้องการแล้วกว่า 3,400 ราย และมีผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยเข้าร่วมกว่า 255 โครงการ ควบคู่ไปกับฐานข้อมูลห้องเช่าราคา 1,000-5,000 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ใกล้แหล่งงานมากขึ้น ลดภาระการเดินทาง และยกระดับคุณภาพชีวิตในเมืองอย่างเป็นรูปธรรม 

โดยแนวทางดังกล่าวยังมุ่งดึงทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการนำข้อมูลห้องว่างหรือ Housing Stock ของภาคเอกชนมาพัฒนาเป็นห้องเช่าราคาประหยัด โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงอาคารเก่า หรือใช้ที่ดินของรัฐมาพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย เพื่อเปิดให้เช่าหรือซื้อในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลบนแพลตฟอร์มเดียวกัน

“มีบ้านและคอนโดมิเนียมจำนวนมากที่ยังว่างอยู่ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำแพลตฟอร์มรวบรวมที่อยู่อาศัยในเมือง แล้วจับคู่กับความต้องการของประชาชน เพื่อให้ค้นหาได้ง่ายขึ้น การมีแพลตฟอร์มที่รวบรวมบ้านในพื้นที่ที่ต้องการ ราคาไม่แพง และให้ กทม. ช่วยดูเรื่องมาตรฐาน จะทำให้คนหาที่อยู่อาศัยได้ดีขึ้น” ชัชชาติกล่าว

สำหรับสถานการณ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ชัชชาติเปิดเผยว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีชุมชนกว่า 2,001 ชุมชน โดยในจำนวนนี้ยังคงเป็นชุมชนแออัดถึง 937 แห่ง แม้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จะมีการผลักดันโครงการบ้านมั่นคงไปแล้ว 26 ชุมชน ใน 11 เขต รวม 2,451 หลังคาเรือน จากทั้งหมด 204 โครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ปัญหาสำคัญที่ยังพบคือการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในเมืองที่ยังทำได้ยาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากข้อจำกัดด้านรายได้และเงื่อนไขสินเชื่อที่มักกำหนดวงเงินกู้ประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ต้องมีเงินเดือนขั้นต่ำราว 15,000 บาท และมีภาระผ่อนชำระสูงประมาณ 6,000-7,000 บาทต่อเดือน ส่งผลให้โอกาสในการมีที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงานยังเป็นเรื่องยาก 

ชัชชาติกล่าวถึงแนวทางการพัฒนาเมืองในอนาคตว่า ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กับการจัดการโครงสร้างเมือง โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยใกล้แหล่งงานมากขึ้น และในระยะยาวอาจต้องปรับแนวคิดจากการนำ “คนไปหางาน” ไปสู่การนำ “งานไปหาคน” ผ่านการกระจายศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกจากพื้นที่ใจกลางเมือง

ชัชชาติระบุว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นแนวโน้มการพัฒนาเมืองตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าและจุดเชื่อมต่อระบบคมนาคม เช่น พื้นที่สุขุมวิท 101 และบางนา ซึ่งมีการเกิดขึ้นของสำนักงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวสามารถเข้าถึงแหล่งงานได้ใกล้ขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาพื้นที่พาณิชยกรรมและบริการ เช่น ห้างสรรพสินค้า กระจายตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของเมืองมากขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวจะนำไปสู่รูปแบบเมืองที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตภายในรัศมีการเดินทางประมาณ 15 นาทีรอบที่อยู่อาศัย โดยมีทั้งแหล่งงาน แหล่งช้อปปิ้ง และบริการสาธารณะ เช่น สถานพยาบาล ทำให้ลดความจำเป็นในการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองในระยะยาว แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองตามแนวคิดการกระจายศูนย์กลางเมืองผ่านโหมดระบบรถไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า Transit-Oriented Development (TOD) ซึ่งกำหนดให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและการพัฒนาอาคารตามแนวสถานีขนส่งมวลชน เพื่อส่งเสริมการอยู่อาศัยและการทำงานใกล้ระบบคมนาคม และลดภาระการเดินทางของประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ ชัชชาติยังเน้นย้ำถึงนโยบายการแก้ปัญหาชุมชนแออัดจำนวน 5,000 หลังคาเรือน โดยจะเดินหน้าพัฒนาโครงการบ้านมั่นคงให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น พร้อมทั้งยกระดับชุมชนเดิมให้เป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง ผ่านการส่งเสริมการออมในชุมชน การออกแบบที่อยู่อาศัยแบบ Universal Design เพื่อรองรับคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค การเพิ่มพื้นที่สีเขียว สวนผักชุมชน ศูนย์จัดการขยะ พื้นที่กิจกรรม และศูนย์เด็กเล็กภายในชุมชน

สำหรับชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือมีสภาพแออัดนั้น จะมีแนวทางพัฒนาอย่างเป็นระบบ ทั้งในรูปแบบโครงการบ้านมั่นคง หรือการจัดสรรให้ย้ายไปอยู่แฟลตของการเคหะแห่งชาติประมาณ 5,000 ยูนิต เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ถูกต้องตามกฎหมายและลดความเสี่ยงจากการถูกไล่รื้อ โดยจะอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และการเคหะแห่งชาติ ในการพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการและตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ที่ประชาชนอยู่อาศัยหรือทำงานอยู่เดิม

“สำหรับชุมชนที่อยู่อาศัยแบบผิดกฎหมายหรือมีสภาพแออัด เรามีนโยบายทั้งการพัฒนาผ่านโครงการบ้านมั่นคง และการย้ายไปอยู่แฟลตของการเคหะแห่งชาติประมาณ 5,000 ยูนิต เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ถูกต้อง ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกไล่รื้อ โดยจะร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น พอช. และการเคหะแห่งชาติ ในการพัฒนาโครงการที่อยู่ใกล้จุดที่ประชาชนต้องการ” ชัชชาติกล่าว