เวทีดีเบตช่อง 3 ในรายการ “ศึกชิงผู้ว่าฯ ชี้ชะตามหานคร” วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 แจงประเด็นการจัดระเบียบทางเท้าและหาบเร่แผงลอย หลังผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามถึงความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้ทางเท้าที่ต้องการความเป็นระเบียบ กับพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการพื้นที่ทำมาหากิน โดยถามว่า กทม. ควรจัดการอย่างไรให้เกิดความสมดุลระหว่างสองฝ่าย
ชัชชาติ ระบุว่า หาบเร่แผงลอยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มานาน แต่เมืองต้องหาทางออกร่วมกันให้ได้ โดยให้คนเดินเท้ามีสิทธิเดินได้สะดวก ขณะเดียวกันก็ต้องจัดพื้นที่ค้าขายที่เหมาะสมให้พ่อค้าแม่ค้าทำมาหากินได้ ซึ่งที่ผ่านมา กทม. เริ่มจากการออกระเบียบที่ชัดเจน เช่น ถนนที่มี 3 เลน ต้องเหลือทางเดินอย่างน้อย 2 เมตร ส่วนถนนที่น้อยกว่า 3 เลน ต้องเหลือทางเดินอย่างน้อย 1.5 เมตร ก่อนพัฒนาเป็น “จุดผ่อนผัน” เพื่อแยกพื้นที่ค้าขายที่ถูกต้องออกจากพื้นที่ที่ยังผิดกฎหมาย
ชัชชาติกล่าวว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กทม. พยายามนำผู้ค้าเข้าสู่ระบบจุดผ่อนผัน พร้อมหาพื้นที่ทางเลือก เช่น ใต้ทางด่วน พื้นที่ของ กทม. พื้นที่เอกชน และพื้นที่ของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ผู้ค้าออกจากทางเท้า และทำให้เมืองมีระเบียบมากขึ้น แต่ยอมรับว่ายังมีบางจุดที่ต้องพัฒนาต่อเนื่องให้เกิดความสมดุล พร้อมเสนอแนวคิด “ศูนย์อิ่มท้อง” คล้าย Hawker Center ของสิงคโปร์ โดยระบุว่า กทม. เริ่มทำไปแล้ว 7 จุด และต้องการขยายให้กระจายไปทั่วเมือง
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิด “จุดผ่อนผันขนาดเล็ก” หรือจุดค้าขายระดับไมโคร กระจายใกล้ชุมชน จุดละไม่เกิน 5 ราย เพื่อให้แม่ค้าไม่ต้องย้ายไกลจากลูกค้า และไม่กีดขวางทางเท้ามากเกินไป หากทำได้ 1,000 จุด จะรองรับผู้ค้ารายย่อยได้ประมาณ 5,000 ราย
ชัชชาติย้ำว่า จุดผ่อนผันของ กทม. มีระเบียบชัดเจน ไม่ใช่ใครก็เข้ามาขายได้ โดยผู้ค้าต้องเป็นผู้ค้าเดิม มีการสแกนหน้าเพื่อยืนยันตัวตน และแรงงานต่างด้าวไม่สามารถเข้ามาขายในจุดผ่อนผันได้
นอกจากนี้ ผู้ค้าต้องยื่นหลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ เป็นผู้ที่ผ่อนบ้านกับการเคหะฯ หรือมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 300,000 บาท เพื่อให้พื้นที่ค้าขายถูกจัดสรรให้กับผู้ที่มีความจำเป็นจริง ๆ ไม่ใช่ผู้มีรายได้สูงมาใช้พื้นที่สาธารณะเอาเปรียบคนอื่น
ชัชชาติยังอธิบายว่า เกณฑ์เรื่องความกว้างทางเท้าเป็นเพียง “กรอบใหญ่” เพื่อดูภาพรวม ไม่ได้บังคับตึงเป๊ะทุกพื้นที่ หากจุดใดมีความจำเป็น สามารถเสนอให้คณะกรรมการซึ่งมีนักวิชาการร่วมพิจารณาได้ จึงยังมีความยืดหยุ่นในระบบ แต่ต้องมีกรอบกลางเพื่อไม่ให้เกิดการขอใช้ทางเท้าทุกจุดจนควบคุมไม่ได้
ใช้ QR Code จ่ายค่าปรับ ลดเงินสด ลดช่องว่างส่วย
สำหรับข้อกังวลเรื่องส่วย ชัชชาติกล่าวว่า หากผู้ค้าอยู่ในจุดผ่อนผัน จะเสียค่าธรรมเนียม 500 บาทต่อปี แต่หากอยู่นอกจุดผ่อนผัน ถือว่าผิดกฎหมาย และต้องเสียค่าปรับ 500 บาทต่อเดือน
ชัชชาติระบุว่า ปัจจุบัน กทม. ใช้วิธีออกค่าปรับเป็นพินัย โดยมี QR Code ให้สแกนจ่ายเงินตรงไปยังเขต หากมีเทศกิจมารับเงินสดในพื้นที่ ถือว่าเป็นส่วยและสามารถแจ้งจับได้ ส่วนกรณีจ่ายเงินสด ต้องไปจ่ายที่ฝ่ายคลังของสำนักงานเขต และต้องมีใบเสร็จถูกต้อง
“ถ้าเทศกิจมารับเงินสด ถือว่าเป็นส่วย แจ้งจับได้เลย” ชัชชาติกล่าว
อย่างไรก็ตาม ชัชชาติยอมรับว่า ปัญหาส่วยยังอาจมีอยู่และยังไม่หมดไป 100% แต่ กทม. พยายามนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้ระบบชัดเจนขึ้น ลดการรับเงินสด และลดช่องว่างการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
ย้ำ 4 ปีที่ผ่านมา เมืองมีระเบียบขึ้น แต่ยอมรับว่ามีคนไม่พอใจ
เมื่อถูกวิจารณ์ว่าการจัดระเบียบทำให้บางพื้นที่เงียบลงหรือกระทบผู้ค้า ชัชชาติกล่าวว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีระเบียบมากขึ้น และหลายพื้นที่ เช่น โบ๊เบ๊ มีความสะอาดและเป็นระบบมากขึ้น แต่ยอมรับว่าการเป็นผู้ว่าฯ บางครั้งต้องทำสิ่งที่มีคนไม่พอใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยใช้พื้นที่สาธารณะค้าขายแบบไม่มีระเบียบ
ชัชชาติกล่าวว่า การบริหารเมืองต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะผู้ค้าบางกลุ่มเท่านั้น แต่ต้องดูทั้งคนเดินเท้า เจ้าของอาคาร ร้านค้าที่เช่าพื้นที่ถูกต้อง และภาพรวมของเมือง
ชัชชาติย้ำว่า การกำหนดจุดผ่อนผันไม่ได้ตัดสินใจจาก กทม. เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมีกระบวนการทำประชาคมกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าของพื้นที่ ผู้ค้า และผู้ใช้ทางเท้า เพื่อดูว่าพื้นที่นั้นมีผู้เห็นด้วยมากน้อยเพียงใด ก่อนกำหนดให้เป็นจุดผ่อนผัน
ชัชชาติสรุปว่า แนวทางของ กทม. คือการหาสมดุลระหว่าง “สิทธิของคนเดิน” และ “สิทธิในการทำมาหากิน” โดยพยายามจัดให้ผู้ค้ามีที่ขายเป็นหลักแหล่ง เมืองสะอาดและเป็นระเบียบขึ้น พร้อมลดช่องว่างปัญหาส่วยผ่านระบบที่ตรวจสอบได้มากขึ้น