วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 จากกรณีข่าวการรับฟังความคิดเห็นจากอดีตผู้ต้องราชทัณฑ์ที่อาคารรัฐสภาล่าสุดนั้น นายพลรักษ์ รักษาพล อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะนักวิชาการอิสระด้านการสื่อสารการเมือง แสดงทัศนะผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
การอ้างว่าสื่อมวลชนตัดตอน นำเสนอเฉพาะหัวข้อ หรือรายงานไม่ตรงกับเนื้อหาหลักในห้องประชุม ในฐานะที่คุณเป็นผู้จัดแถลงข่าว ทีมงานย่อมทราบดีว่าธรรมชาติของสื่อมวลชนและพื้นที่ข่าวหน้าจอ (Soundbite/Airtime) มีจำกัด การให้เวลาผู้ร่วมแถลงพูดคนละเพียงไม่กี่สิบวินาทีโดยไม่มีข้อความสรุป (Key Message) ที่ชัดเจนและรัดกุม รังแต่จะเปิดช่องให้เกิดการตีความผิดพลาด การบิดเบือน หรือการเลือกตัดเฉพาะประเด็นที่ดึงดูดดราม่าไปพาดหัว ดังนั้นความบกพร่องจึงเกิดจากการบริหารจัดการการสื่อสารของทีมผู้จัดเอง ไม่ใช่โยนความผิดของสื่อมวลชนเพียงฝ่ายเดียว
ในโพสต์ระบุว่าการประชุมใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง มีรายละเอียดลึกซึ้งและตกลงกันว่าเรื่องที่เล่าเป็นเรื่องในอดีต แต่เมื่อออกมารายงานหน้าห้องสื่อ กลับใช้เวลาเพียง 20 นาที หากเป้าหมายคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การใช้การแถลงข่าวสั้นๆ หน้างานแถลง ย่อมไม่ตอบโจทย์ เพราะสื่อภายนอกไม่ได้เข้าร่วมฟังการประชุมตลอด 3 ชั่วโมง การคาดหวังให้สื่อเข้าใจบริบททั้งหมดจากการพูด 20 นาที จึงเป็นการตั้งสมมติฐานที่ไม่สมเหตุสมผลเชิงการสื่อสาร
การอ้างว่า "มิได้กล่าวโทษระบบราชการฝ่ายใดๆ" และพูดถึงเรื่องอดีตเพื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันนั้น ในความเป็นจริง เมื่อข้อความสะท้อนถึงประสบการณ์ในเรือนจำหรือระบบราชทัณฑ์ถูกปล่อยออกสู่สาธารณะโดยไม่มีข้อเท็จจริงในปัจจุบันมาสนับสนุนอย่างหนักแน่น สังคมจะปักใจเชื่อทันทีว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่ การชี้แจงย้อนหลังผ่านสื่อโซเชียลมิอาจลบเลือนความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานราชการที่เกิดขึ้นไปแล้วได้
คำกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการสื่อสารเชิงรับ (Reactive Communication) ที่ตั้งอยู่บนการแก้ตัวมากกว่าการรับผิดชอบ การตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่มีผู้เข้าร่วมหลากหลายและเป็นประเด็นอ่อนไหว จำเป็นต้องมีการวางกรอบประเด็น (Message Framing) และการบรีฟผู้พูดอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนต่อสังคมครับ