วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5, พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, นายรัฐพล นราดิศรผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นางณัฐพร มหาไพบูลย์ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ และ นายสมเกียรติ สุขพรสวรรค์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามนโยบายกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายขับเคลื่อนตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย หรือเครือข่าย “นอมินี” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล”
“ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5“ ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 และตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ได้บูรณาการสืบสวนขยายผลร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงใหม่, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 33,144 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าว 4,741 บริษัท และจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายการถือหุ้นแทน หรือที่เรียกว่า “นอมินี” จำนวน 1,591 ราย
เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองและวิเคราะห์จนพบกลุ่มเป้าหมายที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นซ้ำ เข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี จำนวน 31 บริษัท แบ่งเป็น
กลุ่มบริษัทที่มีพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทน จำนวน 16 บริษัท
กลุ่มบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 จำนวน 15 บริษัท
- กลุ่มบริษัทเป้าหมายถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 29 แปลง เนื้อที่ 20 ไร่ 1 งาน 65.5 ตร.ว. มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 633 ล้านบาท
- นำไปสู่การร้องทุกข์ ดำเนินคดี 31 คดี ผู้ต้องหา 74 คน จากการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวน ได้ยื่นคำร้องขออนุมัติต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอออกหมายจับ จำนวน 22 หมาย และ หมายค้น จำนวน 18 หมาย
ครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ประกอบด้วยสัญชาติไทย 2 คน, เมียนมา 7 คน, อินเดีย 3 คน, อังกฤษ 1 คน และ จีน 9 คน
- ผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าตำรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 8 คน ประกอบด้วย สัญชาติไทย 1 คน, จีน 2 คน, อินเดีย 2 คน และ เมียนมา 3 คน
สำหรับคดีสำคัญที่ได้ดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ คือ หมู่บ้าน ก.12 ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้คนไทยถือหุ้นแทน ซึ่งต้องสงสัยเป็นนอมินี ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในหมู่บ้านดังกล่าวจำนวน 4 บริษัท
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลการสืบสวนไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดตั้ง ผู้สนับสนุน หรือผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง อย่างต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างเครือข่ายธุรกิจที่ผิดกฎหมายและสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างถึงที่สุด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และ เชียงใหม่ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืน ดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ที่มา : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ