ไม่พบผลการค้นหา
'ยศชนัน' เปิดเวทีประชุมนโยบาย สอวช. ครั้งที่ 1 หวังพลิกโฉม อววน. ด้วยกลยุทธ์ MOIP นำร่องแก้ปากท้อง ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางตามรอยชิลี ผลักดันประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการนโยบายสาธารณะ ของ สอวช. ครั้งที่ 1 : พลิกโฉมประเทศไทยด้วย MOIP (1st NXPO Public Policy Conference: Thailand Strategic Leap Through “MOIP”) โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ตลอดจนคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนนโยบายด้าน อววน. ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ผ่านการนำเทคนิค MOIP (Mission-Oriented Innovation Policy) ซึ่งเป็นเน้นการกำหนดภารกิจที่ชัดเจน ท้าทาย และสามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง มาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนในมือเป็นจำนวนมาก จึงไม่มีความจำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ แต่เป็นการต่อยอดเพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้า โดยเราสามารถเรียนรู้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้วอย่างชิลี ที่ใช้แนวทางดังกล่าวจนสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ สำหรับกรอบนโยบาย อววน. ปี 2571–2575 มีกำหนดจะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งได้รับการออกแบบโครงสร้างที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเน้นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการเชื่อมโยงตั้งแต่สภานโยบาย ฟังเสียงจากกระทรวงภาคีเครือข่ายทั้ง 10 กระทรวง ลงมาที่ระบบการให้ทุนวิจัยและการพัฒนาบุคลากรในระดับอุดมศึกษา (Higher Education) เพื่อให้แผนการดำเนินงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายภารกิจให้ชัดเจน เพื่อยกระดับรายได้ของประชาชนให้สมดุลและเพียงพอกับรายจ่าย และสามารถดำรงชีวิตและดูแลครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน โดยขับเคลื่อนผ่านกลไกทางการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) เพื่อสื่อสารและเชื่อมโยงการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน อว. มีทูตวิทยาศาสตร์ประจำอยู่ 3 แห่ง คือสหรัฐอเมริกา จีน และเบลเยี่ยม ทั้งนี้ ในด้านโยบายต้องนำแนวคิดเชิงระบบ (System Thinking) มาใช้จัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง เพื่อวางกลยุทธ์รับมือกับประเด็นความท้าทายหลักของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสงครามเทคโนโลยี (Tech War) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และด้านสังคม (Society)

“การขับเคลื่อนหมุดหมายของประเทศให้สำเร็จภายในปี 2030 จำเป็นต้องอาศัยกลไกการบริหารงานภาครัฐที่ผสานพลังกัน (Synergistic Government) ของกระทรวงต่าง ๆ ควบคู่กับการผสมผสานนโยบายและการปรับเปลี่ยนข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อเอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม รวมถึง ต้องมีระบบการประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแบบเรียลไทม์ (Assessment for Real Impact) โดยยึดมาตรฐานสากลอย่าง OECD เป็นหมุดหมายสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่ระบบการให้ทุนวิจัยไปจนถึงการันตีคุณภาพของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยในเวทีโลก ซึ่งกระบวนการทางความคิดและกรอบการทำงาน (Framework) ร่วมกันนี้ จะเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้ทุกหน่วยงานเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลและร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ยศชนัน สอวช