ไม่พบผลการค้นหา
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เชิญชวนคนไทยร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน ถึง 9 กรกฎาคม 2569 นี้

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญ ล่าสุดเดินหน้ายกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับใหม่ เร่งเปิดฉากรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน ถึง 9 กรกฎาคม 2569 นี้ มุ่งเป้าหมายพลิกโฉมการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์โลกอนาคต

การยกร่างกฎหมายแม่บททางการศึกษาฉบับใหม่เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยเป็นการบูรณาการองค์ความรู้และต่อยอดจาก 3 ส่วนสำคัญหลัก ประกอบด้วย

1) ต่อยอด หลักการสำคัญจากร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 660/2564)

2) เชื่อมโยง แนวคิดพื้นฐานจาก พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นฉบับที่บังคับใช้ในปัจจุบัน

3) สนับสนุน ด้วยฐานข้อมูล การวิจัย และสถิติด้านการศึกษาที่ทันสมัยจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปักหมุดเจตนารมณ์เพื่อผู้เรียน

คณะอนุกรรมการฯ เน้นย้ำว่า เจตนารมณ์สำคัญของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่นี้ จะมุ่งเน้นไปที่ "ผู้เรียน" เป็นศูนย์กลาง โดยมีเป้าหมายสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ทั่วถึง และเป็นธรรม พร้อมทั้งเปลี่ยนผ่านจากการเรียนเพื่อสอบ ไปสู่การเรียนเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ทักษะชีวิต และคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกอนาคต เพื่อปั้นเด็กไทยให้เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นผู้สร้างนวัตกรรม และเป็นพลเมืองที่มีจริยธรรม มีสัมมาชีพ ตลอดจนมีความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ดีเดย์เปิดรับฟังความคิดเห็น 30 วันเต็ม

ทั้งนี้ สกศ. ได้นำหลักการสำคัญดังกล่าวขึ้นรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย

https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NzMzM0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

เป็นเวลา 30 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน จนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้ พร้อมกันนี้ สกศ. เตรียมเปิดช่องทางคู่ขนานเพื่อรับฟังความคิดเห็นเชิงลึกจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียน เพื่อนำข้อมูลมาขัดเกลาร่างกฎหมายให้มีความสมบูรณ์และตอบสนองความต้องการของสังคมไทยอย่างแท้จริงต่อไป

สกรีนช็อต 2026-06-10 215607.png
.
โครงการรับฟังหลักการสำคัญของกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ มีสาระสำคัญ ดังนี้

ผู้ได้รับผลกระทบ

1. กลุ่มนักเรียน เยาวชน และผู้เรียน

2. กลุ่มครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

3. กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา

4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม

5. หน่วยงานส่วนกลางและองค์กรหลักด้านการศึกษา

6. ประชาชนทั่วไป

ความเป็นมา (สภาพปัญหาและเป้าหมาย)

เนื่องจากกฎหมายการศึกษาฉบับเดิม ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 20 ปี ทำให้กฎหมายฉบับดังกล่าว ล้าสมัย จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ โดยมีเป้าหมาย ดังนี้ “การศึกษายึดผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ทั่วถึง ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้จากการเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนที่เกิดจากการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดที่มีคุณลักษณะและทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกอนาคต เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้สร้างคุณค่าและนวัตกรรม และพลเมืองที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีจริยธรรม มีสัมมาชีพ และสุขภาวะที่ดี

คำอธิบายหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายหรือกฎหมายที่นำมารับฟังความคิดเห็น

หลักการ

1. จัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีดุลยภาพระหว่างมาตรฐานสากลกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย โดยยึดหลักการคุ้มครองสิทธิและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพผลลัพธ์

การเรียนรู้ให้เทียบเคียงกับนานาชาติ

2. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการจัดการศึกษาไร้รอยต่อโดยพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงระบบการทำงานเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ขจัดอุปสรรคหรือรอยต่อของระบบย่อยต่างๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพของผู้เรียน ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เข้าถึงได้ เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของบุคคล ชุมชน เมือง ไปสู่ความเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

3. พัฒนาการศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเตรียมพลเมืองเพื่อเข้าสู่การบูรณาการโลกไซเบอร์กับโลกกายภาพ เป็นสังคมที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม ระบบข้อมูล และหลักฐานเชิงประจักษ์ในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ การพัฒนาผู้เรียน และให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างสะดวกและเท่าเทียม

4. สร้างระบบบริหารการศึกษาที่มีธรรมาภิบาลและรับผิดรับชอบต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกลไกกำกับ ติดตาม และประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปิดเผยรายงานและข้อมูลผลสัมฤทธิ์และงบประมาณต่อสาธารณะ

5. เสริมสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน และสนับสนุนกลุ่มผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ผู้มีความสามารถพิเศษ กลุ่มเปราะบาง และผู้ด้อยโอกาส

6. พัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศที่มีความยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รองรับระบบและวิธีจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายตลอดทุกช่วงวัย เชื่อมโยงโลกการศึกษากับโลกอาชีพ เพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่แรกเกิดถึงตลาดแรงงานเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมระบบการเทียบเคียงและหรือเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้และประสบการณ์ทำงาน

7. กระจายอำนาจการบริหารการศึกษา โดยปรับบทบาทของหน่วยของรัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตลอดจนสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับโครงสร้างและบทบาทอำนาจหน้าที่ของหน่วยกำหนดนโยบาย (Policy) หน่วยกำกับมาตรฐานและคุณภาพ (Regulator) และหน่วยจัดการศึกษาและการเรียนรู้ (Provider) ออกจากกัน โดยที่ทำงานอย่างสอดประสานกันเพื่อมุ่งการศึกษาที่มีคุณภาพ

8. ส่งเสริมหุ้นส่วนทางการศึกษา (Educational Partnerships) สานพลังทุกภาคส่วน โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน แหล่งเรียนรู้ ครอบครัว และประชาชน มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและและเป็นผู้จัดการศึกษาที่มีความเสมอภาค

9. เพิ่มคุณภาพการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาให้สอดคล้องตามระดับและประเภทการศึกษา เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และประสิทธิภาพสูงสุด

10. ยกระดับคุณภาพระบบครุศึกษาและระบบการพัฒนาวิชาชีพ อันประกอบด้วย ระบบการผลิตครู ระบบการพัฒนาครูใหม่และครูประจำการ รวมทั้งการคัดกรองคนเข้าสู่วิชาชีพ เพื่อให้มีสมรรถนะอันพึงประสงค์ของความเป็นครูและคณาจารย์ ขยายนิยามของผู้สอนสู่ความเป็น “นักจัดการเรียนรู้” รวมถึงให้สถานะทางกฎหมายแก่ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ให้สามารถร่วมจัดการศึกษาได้อย่างมีมาตรฐานเทียบเท่า

ผู้เกี่ยวข้อง

1. กลุ่มนักเรียน เยาวชน และผู้เรียน  

2. กลุ่มครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา  

3. กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา   

4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม

5. หน่วยงานส่วนกลางและองค์กรหลักด้านการศึกษา  

6. ประชาชนทั่วไป