นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย คุณปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าหารือร่วมกับนายเปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เพื่อหารือและติดตามความร่วมมือด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้ให้การต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ พร้อมทั้งกล่าวถึงโครงการนำร่องด้านการศึกษาที่ให้การสนับสนุนโรงเรียนจำนวน 5 แห่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมุ่งพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านการจัดการเรียนรู้แบบพหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน (Mother Tongue-Based Multilingual Education: MTB/MLE) ภายใต้หลักสูตรการศึกษาของประเทศไทย
โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 9 ปี ครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และจะเพิ่มขยายการดำเนินงานในแต่ละปี ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน และการพัฒนาศักยภาพครูร่วมกับหน่วยงานของฝ่ายสวิตเซอร์แลนด์ด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอัครนันท์ กล่าวว่า การลงพื้นที่และความช่วยเหลือของฝ่ายสวิตเซอร์แลนด์ในการพัฒนารูปแบบเรียนรู้แบบพหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน (MTB/MLE) ถือเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่สำคัญในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในโรงเรียนนำร่อง 5 แห่ง ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาในชีวิตประจำวัน โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้าง “สะพานเชื่อม” ให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความเข้าใจจากภาษาแม่ไปสู่การเรียนรู้ภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น และช่วยพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในระยะยาว
นายอัครนันท์ กล่าวอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมแก่เด็กทุกคนตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริบทของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีนักเรียนกว่าร้อยละ 80 ศึกษาอยู่ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม กระทรวงศึกษาธิการจึงพร้อมประสานความร่วมมือผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อขยายโอกาสและให้การส่งเสริมการเรียนรู้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
ที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.