ไม่พบผลการค้นหา
ในการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครที่กำลังจะมาถึง นอกจากความสนใจจะไปอยู่ที่การเลือกผู้ว่าแล้ว การเลือก “ส.ก.” หรือสมาชิกสภากรุงเทพ ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ติดตามการเมืองให้ความสนใจไม่แพ้กัน เพราะในความเป็นจริง “ผู้ว่าฯ กทม.” ไม่อาจทำงานได้อย่างเต็มที่ หรือ เดินหน้างานสำคัญไม่ได้หากขาด “กุญแจสำคัญ” อีกดอกหนึ่งที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายกฎหมายและงบประโยชน์สุขของประชาชน นั่นคือ สภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)

หากผู้ว่าฯ คือฝ่ายบริหารที่คอยคิดและลงมือทำ ส.ก. ก็คือฝ่ายนิติบัญญัติที่ถือดุลอำนาจอันยิ่งใหญ่ ทว่าตลอดวาระที่ผ่านมา ภาพจำที่ประชาชนมองเห็นกลับคล้ายกับ “แดนสนธยาทางการเมือง” ที่กลไกการตรวจสอบถูกแปรสภาพเป็นเกมต่อรองผลประโยชน์ จนทำให้คำถามสำคัญเกิดขึ้นในใจคนกรุงว่า เรากำลังเลือกตัวแทนเข้าไป ‘ทำงานเมือง’ หรือเข้าไป ‘เล่นเกมกีฬาสี’ กันแน่?

เมื่อกลไกการตรวจสอบ กลายเป็น 'เบรกเกอร์' เตะถ่วงเมือง

หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของ ส.ก. คือการรักษาผลประโยชน์และเงินภาษีของประชาชนผ่านการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี พิจารณางบประมาณ: ตรวจสอบ ตัดลด และให้ความเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ว่าผู้ว่าฯ จะมีนโยบายที่ดีแค่ไหน แต่ถ้า ส.ก. "ไม่อนุมัติงบ" โครงการนั้นก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่สถิติเชิงระบบในอดีตกลับสะท้อนให้เห็นแนวโน้มการใช้อำนาจ “หั่นงบประมาณ” ในลักษณะที่ขัดต่อความรู้สึกของสังคม

เราได้เห็นโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นฐานหลายโครงการต้องหยุดชะงักอย่างน่าเสียดายหรืออาจ “ค้านความรู้สึก” ของผู้ที่ทราบข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณควบคุมการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลมูลค่า 104 ล้านบาท หรือโครงการปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับเด็กเล็กชั้นอนุบาล วงเงินกว่า 219 ล้านบาท ที่ถูกปัดตกไปด้วยเหตุผลเชิงเทคนิค ยังไม่นับรวมงบประมาณระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนภัยพิบัติระดับท้องถิ่น วงเงิน 9 ล้านบาท ที่ถูกตัดทิ้ง 

การหั่นงบเหล่านี้ด้านหนึ่งคือการชะลอหรือยับยั้งโครงการที่อาจไม่มีความชัดเจนในรายละเอียด ความเหมาะสม หรือตอบโจทย์กับสถานการณ์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้งานเมืองสะดุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามคือการตั้งแง่และหั่นงบประมาณเหล่านั้น เกิดขึ้นบนบรรทัดฐานของความคุ้มค่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อรองทางการเมืองของคนบางกลุ่ม ที่อาศัยความตั้งใจดีของ ส.ก. ที่ทำงานตรวจสอบความถูกต้อง มาเป็นฉากบังหน้าแลกโหวตเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง 

นอกจากการพิจารณางบประมาณ ตรวจสอบและควบคุมการบริหาร ตลอดจนการออกกฎหมายของ ส.ก. แล้วยังมี “หน้างาน” อีกประเภทที่ ส.ก. ต้องดำเนินการคือการตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมาศึกษาประเด็นต่างๆ เพื่อให้การพิจารณาหรือการตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบคอบ โดย ส.ก. จะได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ 1,000 บาท  ต่อการประชุม 1 ครั้ง ซึ่งกรรมมาธิการหนึ่งๆ จะมีวาระการประชุม ประมาณ 60-90 วัน และนัดประชุมกันสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ทำให้เฉลี่ยแล้ว ส.ก. จะได้รับเบี้ยประชุมราว 16,000 - 24,000 บาท ต่อการอยู่ในกรรมการวิสามัญ 1 คณะ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่เหมาะสมต่อการทำงาน เพียงอย่างเดียว “เบี้ยเลี้ยง” ในความหมายของ ส.ก. บางกลุ่ม อาจหมายถึงขุมทรัพย์ขนาดย่อม ที่ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นกรรมมาธิการในคณะต่างๆ ทำให้บางครั้ง “เบี้ยประชุม” ต่อคนอาจมีจำนวนมากกว่าที่ประมาณการไปมาก หรือในบางกรณี หากมี “คณะกรรมการวิสามัญขอขยายเวลา” ก็จะทำให้การจ่ายเบี้ยประชุมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อการทำงานเพื่อติดตามหรือหาข้อมูลในระยะยาวของสภา กทม เพราะกฎหมายหรือข้อบัญญัติสำคัญที่ควรจะออกเพื่อแก้ปัญหาให้เมือง กลับต้องล่าช้าและถูกเตะถ่วงออกไปอย่างไม่มีกำหนด

‘ส.ก. ในฝัน’ : ฟันเฟืองที่พร้อมหมุนไปกับเมือง

ในการเลือกตั้งกรุงเทพฯ ที่กำลังจะมาถึงนี้ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่คนกรุงเทพฯ จะได้ร่วมกัน “จัดระเบียบระบบนิเวศทางการเมืองใหม่” ด้วยการปฏิเสธการเมืองที่มุ่งเน้นการต่อรองผลประโยชน์ส่วนตน แล้วหันมาให้ความสำคัญกับ ส.ก. ที่ตั้งใจตรวจสอบงบประมาณอย่างสร้างสรรค์ เมื่อพบจุดบกพร่องในโครงการ ใช้ข้อมูลความเดือดร้อนของประชาชนมาพัฒนารายละเอียดให้โปร่งใส เพื่อให้อนุมัติงบผ่านได้เร็วที่สุด ไม่ใช่ปัดตกเพื่อเตะถ่วง ส.ก. ที่มุ่งมั่นทำหน้าที่กรรมาธิการในเรื่องที่ตนเชี่ยวชาญ วางกรอบเวลาที่กระชับ ฉับไว ดันกฎหมายท้องถิ่นให้ออกมาบังคับใช้แก้ปัญหา และ ส.ก. ที่รู้ว่าหน้าที่การทำงานนี้สำคัญ เป็นฟันเฟืองให้กรุงเทพฯ เดินไปข้างหน้า สลัดเสื้อคลุมของการเมืองระดับชาติแล้วสวมวิญญาณคนทำงานที่พร้อมจับมือกับผู้ว่าฯ และข้าราชการประจำ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้ประชาชน

วันที่ 28 มิถุนายน นอกจากเลือกผู้ว่าฯ โดยพิจารณาจากนโยบายและวิสัยทัศน์ การเลือก ส.ก ที่พร้อมทำงานโดยยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน