ปลายเดือนมิถุนายน 2026 ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ปรากฏการณ์ ‘โดมความร้อน’ ซึ่งเป็นมวลความกดอากาศสูงขนาดมหึมาที่ลากอากาศร้อนจากแอฟริกาเหนือเข้ามาปกคลุม ดันอุณหภูมิให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลถึง 15 องศาเซลเซียส
ฝรั่งเศสกลายเป็นศูนย์กลางของวิกฤต กรมอุตุนิยมวิทยา Météo-France ระบุว่าวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาเป็นวันที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึก ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งประเทศแตะ 30 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เพิ่งตั้งไว้เมื่อวันก่อนหน้า ทางการต้องประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดสีแดงครอบคลุม 58 จังหวัด บางพื้นที่พุ่งสูงถึงกว่า 43-44 องศาเซลเซียส
ไม่เพียงฝรั่งเศส แต่อังกฤษ เยอรมนี สเปน สวิตเซอร์แลนด์ และอีกหลายประเทศต่างเผชิญอุณหภูมิที่ทุบสถิติใหม่ คาดกันว่าในวันเดียวมีชาวยุโรปไม่ต่ำกว่า 191 ล้านคนต้องเผชิญความร้อนอย่างน้อย 35 องศาเซลเซียส ทำให้พิพิธภัณฑ์และโรงเรียนหลายแห่งต้องปิดก่อนเวลา
แต่สิ่งที่ทำให้คนนอกทวีปประหลาดใจคือ บ้านเรือนในยุโรปมีเครื่องปรับอากาศน้อยมาก ขณะที่บ้านในสหรัฐฯ ราว 90 เปอร์เซ็นต์ ติดแอร์ ตัวเลขอาคารที่ติดแอร์ในยุโรปโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
หากแยกเป็นรายประเทศจะพบว่า ฝรั่งเศสอยู่ที่ราว 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสเปนที่อากาศร้อนกว่าอยู่ที่ราว 50 เปอร์เซ็นต์ อิตาลีติดแอร์เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อังกฤษมีเพียงราว 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากเมื่อสามปีก่อน แต่ข้อมูลปี 2022 ระบุว่าครัวเรือนยุโรปติดแอร์เพียง 19 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 37 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขยังห่างไกลจากทวีปอเมริกาเหนือ 76 เปอร์เซ็นต์ และเอเชีย-แปซิฟิก 47 เปอร์เซ็นต์
เหตุผลที่ขาวยุโรปไม่ติดแอร์มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน
1. อาคารเก่าออกแบบมาเพื่อ ‘เก็บความร้อน’ อาคารจำนวนมากในยุโรปเก่าแก่และถูกออกแบบสำหรับภูมิอากาศที่เคยหนาวเย็น เพื่อกักเก็บความอบอุ่นตลอดฤดูหนาว ผู้เชี่ยวชาญเปรียบว่าบ้านในอังกฤษและฝรั่งเศสบางหลังทำหน้าที่เหมือนเตาเผา การจะปรับปรุงโครงสร้างเก่าจึงทั้งยากและแพง โดยค่าติดเครื่องปรับอากาศอาจสูงถึงราว 1,000 ยูโร
2. กฎระเบียบและการอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์ อังกฤษและฝรั่งเศสมีข้อจำกัดทางราชการในการติดแอร์ ส่วนหนึ่งเพื่อรักษาทัศนียภาพของอาคารเก่าแก่ คำขออนุญาตมักถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเรื่องหน้าตาของคอมเพรสเซอร์ภายนอกอาคาร โดยเฉพาะในย่านอนุรักษ์หรืออาคารที่ขึ้นทะเบียน
3. ค่าไฟแพง
ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Bruegel ชี้ว่า ราคาไฟฟ้าโดยเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมในสหภาพยุโรปปี 2024 สูงกว่าอเมริกา ราว 2.5 เท่า การเปิดแอร์ตลอดช่วงที่เผชิญคลื่นความร้อนยาวนานจึงเพิ่มภาระค่าไฟสำหรับหลายครอบครัว สำหรับชาวยุโรปแล้วการทนร้อนไม่กี่สัปดาห์จึงอาจดูคุ้มกว่าการลงทุนหลักพันยูโร
4. ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม
ฝรั่งเศสมีความเชื่อว่าการติดแอร์อย่างแพร่หลายจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นต้นตอของคลื่นความร้อนตั้งแต่แรก เครื่องปรับอากาศไม่เพียงกินไฟมหาศาล แต่ยังระบายความร้อนออกสู่ภายนอก งานวิจัยในปารีสพบว่าแอร์อาจทำให้อุณหภูมิภายนอกสูงขึ้นราว 2-4 องศาเซลเซียส ขณะที่เมืองเกนต์ของประเทศเบลเยียม ทางการไม่แนะนำให้ประชาชนใช้แอร์พร้อมประโยคกำกับว่า “เครื่องปรับอากาศที่ดีที่สุดคือต้นไม้” และเสนอแจกต้นไม้ฟรี จนเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนัก
การยอมทนร้อนกำลังแลกมาด้วยชีวิต ล่าสุดองค์การอนามัยโลกระบุว่าคลื่นความร้อนรอบนี้เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตเกินปกติมากกว่า 1,300 รายทั่วยุโรป เฉพาะฝรั่งเศส หน่วยงานสาธารณสุขรายงานตัวเลขเบื้องต้นราว 1,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก ส่วนสเปนนับการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนได้ 327 รายนับตั้งแต่ 21 มิถุนายน
ความร้อนยังก่อโศกนาฏกรรมรูปแบบอื่นๆ มีเคสเด็กสองคนวัย 2 และ 4 ขวบถูกพบเสียชีวิตในรถที่จอดตากแดดทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ขณะที่มีผู้จมน้ำเสียชีวิตหลายสิบรายเพราะผู้คนแห่ลงน้ำคลายร้อน
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ออกแบบมารองรับความร้อน โรงพยาบาลและโรงเรียนจำนวนมากไม่มีแอร์ ที่อังกฤษพบรายงานว่าเครื่อง MRI บางแห่งทำงานติดขัด ขณะที่โรงเรียนต้องปิดและส่งนักเรียนกลับบ้าน
ที่น่ากังวลคือยุโรปเป็นทวีปที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นราวสองเท่าของค่าเฉลี่ยโลก ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ากลางคืนที่ร้อนต่อเนื่องอันตรายต่อสุขภาพยิ่งกว่าช่วงกลางวันที่ร้อนจัด เพราะร่างกายไม่มีโอกาสได้พักฟื้นจากความร้อนเลย
แรงกดดันจากความสูญเสียทำให้ทัศนคติของยุโรปค่อยๆ เปลี่ยน ในฝรั่งเศส มารีน ตงเดอลิเยร์ ผู้นำพรรคนิเวศวิทยาออกมาทลาย ‘ข้อห้ามทางประวัติศาสตร์’ ด้วยการยอมรับว่ามีบางสถานที่ที่ไม่อาจปล่อยให้อยู่โดยไร้เครื่องปรับอากาศได้ นายกเทศมนตรีลอนดอนก็ยอมรับว่าการติดแอร์ในโรงเรียนและโรงพยาบาลกำลังหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสก็จัดสรรงบ 100 ล้านยูโรเพื่อเร่งติดตั้งแอร์ในโรงพยาบาลเช่นกัน รายงานของ IEA คาดว่าจำนวนแอร์ในสหภาพยุโรปจะเพิ่มเป็น 275 ล้านเครื่องภายในปี 2050 มากกว่าเท่าตัวของปี 2019
แม้แอร์จะช่วยชีวิตคนจากคลื่นความร้อนไว้ได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางและการรักษาเวชภัณฑ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าทางออกที่ยั่งยืนกว่าคือการลดความร้อนที่อาคารดูดซับตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการทำความเย็นแบบพาสซีฟ เช่น พื้นผิวสะท้อนแสง ร่มเงาธรรมชาติ หลังคาเขียว การออกแบบให้อากาศถ่ายเท และการวางผังเมืองที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการใช้แอร์อย่างมีประสิทธิภาพและขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด
คำตอบจึงไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ติดแอร์หรือไม่’ แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่าว่า ทวีปที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุดในโลกจะปรับตัวอย่างไรให้ประชาชนมีชีวิตรอดในฤดูร้อนที่นับวันยิ่งรุนแรง
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.cnn.com/climate/europe-heat-air-conditioning