วันที่ 10 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 1.06 แสนล้านบาท โดยข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายรวม 106,630.53 ล้านบาท จากผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการ 1,099,641 ร้านค้า สะท้อนการกระจายกำลังซื้อไปยังร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ไม่ใช่มาตรการโดด ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จากการเพิ่มกำลังซื้อและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ไปสู่การเติมทุน ลดต้นทุนทางการเงิน และแก้ปัญหาหนี้ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง สามารถสร้างรายได้และดำเนินธุรกิจต่อได้
ล่าสุด รัฐบาลได้เดินหน้า “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนทั่วประเทศเข้าถึงเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสม นำไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และต่อยอดกิจการ โดยเป็นการส่งต่อแรงจากการกระตุ้นกำลังซื้อไปสู่การสร้างรายได้ในระดับชุมชน
สำหรับเกษตรกร รัฐบาลได้ผลักดันโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งของ ธ.ก.ส. วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 3 ปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ
ขณะที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME รัฐบาลเดินหน้ามาตรการ “SME Credit Boost” เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ ควบคู่กับ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่มีภาระหนี้ให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้และกลับมาดำเนินธุรกิจได้ โดยขณะนี้เริ่มมีสินเชื่อกระจายเข้าสู่ระบบแล้ว พร้อมเตรียมขยายกลไกความช่วยเหลือไปยังสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ SME เข้าถึงเงินทุนในลักษณะคู่ขนานกับธนาคารพาณิชย์
“รัฐบาลไม่เพียงแค่มีมาตรการประคับประคองค่าครองชีพ แต่ต้องการให้ประชาชนมีรายได้ ธุรกิจมีทุน ลดภาระหนี้ และเดินหน้าต่อได้ เราจึงกำลังส่งต่อแรงจากการกระตุ้นกำลังซื้อ ไปสู่การเติมทุน ลดต้นทุน และแก้หนี้ เพื่อให้เงินที่ลงไปในระบบหมุนต่อเป็นรายได้ การจ้างงาน และสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง” โฆษกรัฐบาลกล่าว