วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาฐานการลงทุนเดิมควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยผลการหารือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ (JCC) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สะท้อนทิศทางสำคัญว่า ฐานธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทยกำลังเข้าสู่รอบของการยกระดับการผลิต โดยให้น้ำหนักกับการเปลี่ยนเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ รวมถึงลดการใช้พลังงานมากขึ้น
ในช่วงปี 2564 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทญี่ปุ่นยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยรวม 1,380 โครงการ มูลค่ามากกว่า 396,000 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะหนึ่งในนักลงทุนสำคัญของไทย โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสะสมในช่วงประมาณ 5 ปีครึ่ง ไม่ใช่เงินลงทุนก้อนใหม่ที่เกิดขึ้นในคราวเดียว
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจทั้งหมด 504 แห่ง พบว่า ในส่วนคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดแผนลงทุนปี 2569 ซึ่งมีผู้ตอบ 432 แห่ง ร้อยละ 59 หรือ 256 แห่ง มีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิม ร้อยละ 31 หรือ 132 แห่ง มีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และร้อยละ 22 หรือ 96 แห่ง มีแผนลงทุนด้าน Digital Transformation
“ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทญี่ปุ่นหยุดสร้างหรือขยายการลงทุนใหม่ แต่สิ่งที่เห็นชัดคือกิจกรรมที่ถูกเลือกมากที่สุดเป็นการเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม สะท้อนว่าโจทย์ของภาคอุตสาหกรรมกำลังขยับจากการเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ประหยัดพลังงาน และแข่งขันได้ในระยะยาว” รองโฆษกฯกล่าว
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับการใช้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม Smart and Sustainable Industry ของบีโอไอ โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการดังกล่าวมากกว่า 400 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การประหยัดพลังงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย เพราะการยกระดับโรงงานเดิมไม่ได้สร้างความต้องการเฉพาะเครื่องจักรใหม่เท่านั้น แต่ยังต่อเนื่องไปถึงชิ้นส่วนทดแทน ระบบควบคุม ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม การบำรุงรักษา ตลอดจนเทคโนโลยีและบริการด้านการประหยัดพลังงาน
“เมื่อโรงงานญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่รอบเปลี่ยนเครื่องจักรและใช้ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมากขึ้น นี่คือโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะขยับจากการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนทั่วไป ไปสู่การเป็นผู้จัดหาสินค้า เทคโนโลยี และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หากสามารถพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน ความตรงต่อเวลา และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบการผลิตของผู้ซื้อญี่ปุ่นได้” นางสาวลลิดากล่าว
ทั้งนี้ บีโอไอจะทำงานร่วมกับเจโทร หอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ และภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนการยกระดับฐานธุรกิจเดิมไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร การเข้าถึงพลังงานสะอาด และการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อให้การลงทุนจากญี่ปุ่นไม่เพียงสร้างเม็ดเงินลงทุน แต่ยังช่วยยกระดับเทคโนโลยีและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ที่มา : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี