ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว) บรรยายพิเศษในห้วข้อ ในหัวข้อ "Digital Health Policy and National Digital Infrastructure for Healthcare and Education" บนเวทีงานประชุมวิชาการนานาชาติ BRIDGE-AI Summit 2026 เป็นความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell) โดยมีคณะผู้บริหาร ทั้งภาครัฐและเอกชย บุคคลในแวดวงการแพทย์ และนิสิตนักศึกษา เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1210 ชั้น 12 โซน B อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงจุดเริ่มต้นก่อนเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง โดยระบุว่า ตนคลุกคลีอยู่กับงานวิจัยด้านระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface: BCI) มานานกว่า 10 ปี เพื่อช่วยเหลือผู้พิการให้สามารถฟื้นฟูสมรรถภาพได้ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ตระหนักว่า การพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขในวงกว้าง ประเทศไทยจึงต้องก้าวไปสู่การพัฒนา "เทคโนโลยีเชิงป้องกัน" ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการขั้นสูง ทั้งการย่อส่วนเซนเซอร์ การพัฒนาแผงวงจรแบบยืดหยุ่น (Flexible PCB) การจัดการพลังงาน และการพัฒนาระบบสื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพที่เสถียรแม้ในยามวิกฤต
รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน Digital Health ของภูมิภาค โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่
1.ระบบนิเวศทางการแพทย์ระดับโลก : ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและบริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน อีกทั้งยังมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและความเป็นกลางทางการเมือง
2.ศูนย์กลางการผลิตและหุ่นยนต์ : ไทยเป็นผู้นำด้านระบบนิเวศหุ่นยนต์และอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ ซึ่งเอื้อต่อการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาบูรณาการเข้ากับเครื่องจักรทางกายภาพเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
นอกจากนี้ กระทรวง อว. ได้วางแผนปฏิบัติการ 4 ประการ เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนทุกภาคส่วน ประกอบด้วย
1.การพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem Development) : สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ทั้งด้านบุคลากร พื้นที่วิจัย และการดึงดูดแหล่งเงินทุน (VC)
2.นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ (Economic Innovation) : ผลักดันงานวิจัยที่มีศักยภาพให้ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์
3.นวัตกรรมเพื่อสังคม (Society Innovation) : สนับสนุนโครงการที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แม้จะไม่สร้างผลกำไรสูงสุดในเชิงธุรกิจ
4.การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (University Transformation) : ปรับบทบาทมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นแหล่งบ่มเพาะองค์ความรู้เชิงลึก (Deep Tech) เพื่อต่อยอดสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ
“ความท้าทายของประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังการผลิตของประเทศ ดังนั้น เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จึงเปรียบเสมือน "เครื่องจักรกลขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่" (New Growth Engine) ทางรัฐบาลกำลังเร่งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ อาทิ การลงทุนด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ การพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของไทย (Thai LLM) และการวิจัยด้านจีโนมิกส์ (Genomics) ภายใต้แนวคิด "One Health" ที่ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและการเปิดพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม (Sandbox) อย่างเป็นระบบ เราเชื่อมั่นว่า ภายใต้ความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ภาครัฐ และภาคเอกชน ประเทศไทยจะสามารถยกระดับสาธารณสุขดิจิทัลให้ทัดเทียมระดับสากล และสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลสุขภาพของมนุษยชาติต่อไปในอนาคต” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว