วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมงานการประชุม IPSF Universal Health Coverage Youth Summit ประจำปี 2026 เพื่อขับเคลื่อนพลังเยาวชนและนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ทั่วโลกในการพัฒนาระบบสุขภาพ รวมทั้งเพิ่มบทบาทของเยาวชนและผู้ประกอบวิชาชีพยุคใหม่ในการผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. คณะผู้บริหารองค์กรพันธมิตร บุคลากรทางการแพทย์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติ (IPSF) ผู้แทนจากองค์การอนามัยโลกตลอดจนนิสิตนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์จากนานาชาติ เข้าร่วม ณ สัปปายะสภาสถาน รัฐสภา
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยในปัจจุบันยังคงแบ่งออกเป็น 3 กองทุนหลัก ได้แก่ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สำหรับประชาชนทั่วไป ระบบประกันสังคมสำหรับลูกจ้าง และสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งแต่ละระบบดูแลโดยต่างหน่วยงานและต่างกระทรวง ทำให้สิทธิประโยชน์และการครอบคลุมยังคงมีความเหลื่อมล้ำกัน ดังนั้นตนจึงมีความมุ่งหวังที่จะเห็นการปรับปรุงระบบให้มีฐานรากสวัสดิการสุขภาพที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคน แล้วจึงค่อยมีระบบเสริมเพิ่มเติมตามกลุ่มต่างๆ โดยมีหน่วยงานรัฐบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์คือการเข้าถึงการรักษาควรครอบคลุมไปถึงกลุ่มโรคหายากและผู้พิการรุนแรง จากประสบการณ์การทำงานวิจัยด้านเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ ตนพบว่าผู้ป่วยไม่ได้ต้องการเพียงแค่วีลแชร์ แต่ยังรวมถึงนวัตกรรมขั้นสูง เช่น ดวงตาเทียม ไตเทียม อวัยวะทดแทน หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อสมองสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักคือนวัตกรรมเหล่านี้มักมีราคาแพงและบริษัทเอกชนมักมองข้ามเพราะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ดังนั้นการสนับสนุนสตาร์ตอัปและภาคการผลิตในประเทศเพื่อขยายผลสู่ระดับอุตสาหกรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนลงได้มหาศาล และผลักดันให้เกิดแพลตฟอร์มเปิด (Open Platform) ด้านยาและเวชภัณฑ์ที่เข้าถึงได้
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า นวัตกรรมควรเป็นสิ่งที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ที่ผ่านมาตนได้ผลักดันให้ผู้พิการและครอบครัวสามารถสร้างเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกได้ด้วยตนเอง รวมถึงการพาทีมเข้าร่วมการแข่งขัน "ไซบอร์กโอลิมปิก" (Cybathlon) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมเฉพาะทาง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ "เทคโนโลยีเชิงป้องกัน" (Preventive Technology) เช่น การสร้างระบบทำสมาธิอัตโนมัติเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หรือระบบตรวจจับความง่วงผ่านคลื่นสมองเพื่อป้องกันอุบัติเหตุขณะขับรถ ซึ่งถือเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้จำนวนมากและคุ้มค่ากว่าการรอรักษาเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมีหน้าที่สำคัญ 4 ประการในการช่วยยกระดับระบบสุขภาพ ได้แก่
1. การผลิตกำลังคนด้านสาธารณสุข ให้เพียงพอต่อความต้องการของระบบ
2. การปรับตัวรับมือกับเทคโนโลยี AI และเวชศาสตร์แม่นยำ (Precision Medicine) รวมถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างระบบอวัยวะจำลอง (Organoid) และห้องปฏิบัติการบนชิป (Lab-on-chip) เพื่อเร่งการค้นพบยาใหม่ๆ และส่งเสริมทักษะความเป็นผู้ประกอบการ
3. การสร้างนวัตกรรมเชิงนโยบาย โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ทดลอง (Living Sandbox) ในการทดสอบนโยบายด้านสุขภาพ
4. การนำความเท่าเทียมมาเป็นหลักการพื้นฐานในการออกแบบ โดยต้องคิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อผลกำไรเชิงพาณิชย์
'หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่แท้จริง จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการบูรณาการพลังของภาคการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน โดยยึดหลักความเท่าเทียม การผนึกกำลังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และการสร้างคุณค่าร่วมกัน เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ' ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว