มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 ว่า “ความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่เพียงเรื่องของเกษตรกรรม แต่คือรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของมนุษย์ และความยั่งยืนของโลก”
ผมได้ร่วมคณะของท่านวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับนาย Adam Branson อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร และนาย Russell Duncan ผู้อำนวยการหน่วยงานตรวจสอบสุขภาพสัตว์และพืชประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA)
การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก โดยได้แลกเปลี่ยนบทบาทและภารกิจของหน่วยงานสำคัญของ USDA ทั้ง Foreign Agricultural Service (FAS) ซึ่งดูแลด้านการค้าสินค้าเกษตร การเข้าถึงตลาด และความร่วมมือทางการค้า และ Animal and Plant Health Inspection Service (APHIS) ซึ่งรับผิดชอบด้านสุขภาพสัตว์และพืช รวมถึงมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อันเป็นกลไกสำคัญในการอำนวยความสะดวกทางการค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก
อีกประเด็นสำคัญคือโครงการ Food for Progress ซึ่งมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศหุ้นส่วน ผ่านการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิจัย การผลิต การแปรรูป การตลาด ไปจนถึงการพาณิชย์ โดยในปี 2569 USDA ได้กำหนดให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายสำคัญสำหรับการส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนม ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพภาคเกษตรของไทยสู่มาตรฐานสากล
ไทยและสหรัฐฯ ต่างมีจุดแข็งที่เกื้อหนุนกันอย่างยิ่ง สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตร ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอาหารที่สำคัญของโลก ความร่วมมือระหว่างสองประเทศจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการค้า แต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างความยั่งยืน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกให้มีความยืดหยุ่นต่อความท้าทายในอนาคต
ในโลกที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหารได้กลายเป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ของทุกประเทศ และความร่วมมือไทย–สหรัฐฯ ในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคงยิ่งขึ้นของประชาชนทั้งสองประเทศ ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และประชาคมโลก
เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ประเทศที่สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ ไม่เพียงกำลังเลี้ยงดูประชาชนของตนเอง แต่กำลังสร้างเสถียรภาพและความหวังให้กับโลกทั้งใบ”