ไม่พบผลการค้นหา
'ณัฐธิดา' สส.เพื่อไทย ชี้ 'ห้ามเผา' ไม่ใช่ทางออกเดียวของเกษตรกร ชง 3 นโยบายเชิงรุกแก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน เพื่อสร้าง 'อากาศสะอาด' ไปพร้อมกับ 'ผลลัพธ์ที่เลี้ยงปากท้องได้'

ณัฐธิดา เทพสุทิน สส. พรรคเพื่อไทยระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ว่า ลมหายใจที่หายไปในวงจรการเผา: เมื่อ ‘การห้ามเผา’ ไม่ใช่ทางออกเดียวของเกษตรกรในการลด PM2.5

วงจร PM2.5 ที่หมุนเวียนกลับมาวิกฤตทุกหน้าแล้งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เรื่องของจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเกษตรที่ยังไม่มีทางเลือกที่คุ้มทุนให้กับเกษตรกรรายย่อย หากเรายังคงแก้ไขปัญหาด้วยวิธีเดิม ๆ ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างจากปีที่ผ่าน ๆ มา และอากาศสะอาดก็จะยังคงเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวในช่วงฤดูฝนเท่านั้น วันนี้ทรายอยากชวนทุกท่านมาดูข้อเท็จจริงผ่านตัวเลขและโครงสร้างต้นทุนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านควันเหล่านี้ร่วมกันค่ะ

สถิติระบุว่า เฉพาะเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 เพียงเดือนเดียว ประเทศไทยมีการเผาพื้นที่เกษตรกรรมไปแล้วกว่า 3.8 ล้านไร่ แม้ว่าภาครัฐจะงัดมาตรการสั่งห้ามเผาทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 31 มีนาคม พร้อมบทลงโทษขั้นรุนแรงด้วยการตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐนานถึง 2 ปีสำหรับผู้ฝ่าฝืน แต่ในความเป็นจริง มาตรการนี้อาจไม่สามารถหยุดยั้งไฟในคำนวณต้นทุนได้เลยค่ะ เพราะการเคลียร์พื้นที่ด้วยวิธีการเผามีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์และใช้เวลาสั้นที่สุด ในขณะที่การเลือกไม่เผา เช่น การไถกลบตอซังหรือการจัดเก็บเศษวัสดุ มีต้นทุนค่าแรงงาน ค่าเช่ารถไถ และค่าน้ำมันเฉลี่ยสูงถึง 500 ถึง 800 บาทต่อไร่ สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มีกำไรจากการขายผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างจำกัด ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถกลืนกินรายได้ทั้งหมดของพวกเขาได้ทันที บทลงโทษเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่เป็นการผลักให้เกิดการลักลอบเผาในเวลากลางคืนแทน

เมื่อเราลองหันไปมองแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเผชิญวิกฤตควันคลุมเมืองเช่นเดียวกัน จะพบว่ากุญแจสำคัญคือการที่ภาครัฐเข้ามาช่วยแบกรับต้นทุนและบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์อย่างจริงจัง

อย่างกรณีของแคว้นปัญจาบ ประเทศอินเดีย ซึ่งเคยเผาตอซังข้าวปีละกว่า 23 ล้านตัน รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่อุดหนุนงบประมาณจัดซื้อเครื่องจักรแฮปปี้ซีดเดอร์ (Happy Seeder) มูลค่ากว่า 287 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการตั้งสหกรณ์เครื่องจักรกลเกษตรขึ้นมา เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะซื้อเครื่องจักรราคาหลักแสนมาเป็นของตัวเอง รัฐจึงให้สหกรณ์ในหมู่บ้านเป็นผู้ดูแล แล้วเปิดให้เกษตรกรเช่าใช้งานเป็นรายชั่วโมงในราคาประหยัด ผลคือในหมู่บ้านนำร่องสามารถลดการเผาลงได้จริงถึงร้อยละ 80

ขณะที่ประเทศจีนใช้สูตร “ตอซังคืนแผ่นดิน” ร่วมกับโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อแก้ไขจุดอ่อนเรื่องการขนส่งซึ่งเป็นอุปทานคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้ง เนื่องจากฟางข้าวมีน้ำหนักเบาแต่ปริมาตรสูง ทำให้ค่าขนส่งไปโรงไฟฟ้ามักแพงกว่ามูลค่าของฟางข้าว รัฐบาลจีนจึงนำกลไกคาร์บอนเครดิตเข้ามาอุดหนุนส่วนต่างค่าขนส่งและค่าบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ในท้องถิ่น สิ่งนี้ช่วยเปลี่ยนสถานะของฟางข้าวจากขยะที่ต้องเผาทิ้งให้กลายเป็นวัตถุดิบพลังงานที่มีมูลค่า และสร้างรายได้เสริมกลับคืนสู่กระเป๋าเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนค่ะ

ประเทศไทยมีต้นแบบความสำเร็จที่จับต้องได้แล้วในอุตสาหกรรมอ้อยโรงงาน ผ่านมาตรการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร การชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อเครื่องสางใบอ้อย และการเพิ่มราคารับซื้ออ้อยสด ทรายมองว่าโจทย์ต่อไปที่ต้องทำคือการขยายโครงสร้างพื้นฐานนี้ไปยังกลุ่มนาข้าวและไร่ข้าวโพดซึ่งมีสัดส่วนการเผาสูงที่สุด โดยแปรเปลี่ยนมาตรการจากเชิงรับให้เป็นเชิงรุกผ่านข้อเสนอ 3 ด้านหลักดังนี้ค่ะ

ข้อเสนอแรก คือ การจัดตั้งระบบ สหกรณ์เครื่องจักรกลจัดเก็บเศษวัสดุระดับตำบล รัฐบาลจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณตั้งต้นให้สหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจัดซื้อเครื่องอัดฟางและเครื่องสับกลบตอซัง โดยออกแบบระบบบริหารจัดการผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงและจองคิวใช้งานเครื่องจักรได้ตามช่วงเวลาเก็บเกี่ยวอย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนเครื่องจักรเองทั้งหมด

ข้อเสนอที่สอง คือ การเปลี่ยนระบบดาวเทียมจากเครื่องมือจับผิดให้เป็นเครื่องมือให้รางวัล ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบตรวจจับจุดความร้อนและร่องรอยการเผา (Burn Scar) ที่แม่นยำอยู่แล้ว แทนที่จะใช้ข้อมูลนี้เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปจับกุมหรือตัดสิทธิ์ช่วยเหลือ ทรายเสนอให้เปลี่ยนมาใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อมอบรางวัลเชิงบวกแทนค่ะ เช่น ตำบลหรือกลุ่มชุมชนใดที่สามารถรักษาพื้นที่ให้เป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์การเผาได้ตลอดฤดูกาล จะได้รับโควตาปุ๋ยอินทรีย์ราคาพิเศษ เงินสนับสนุนกลุ่มออมทรัพย์ หรือสิทธิ์ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารรัฐเป็นกรณีพิเศษเพื่อสร้างแรงจูงใจร่วมกันในชุมชน

ข้อเสนอที่สาม คือ การสร้างห่วงโซ่อุปทานหมุนเวียนแบบครบวงจร รัฐต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่และเซ็นสัญญารับซื้อระยะยาวระหว่างกลุ่มสหกรณ์การเกษตรกับโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงงานผลิตปุ๋ยหมัก หรืออุตสาหกรรมแปรรูปบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ เพื่อรับประกันราคารับซื้อขั้นต่ำของฟางข้าวและซังข้าวโพด สิ่งนี้จะช่วยให้มั่นใจว่าทุกตันของเศษวัสดุที่เกษตรกรเหนื่อยยากจัดเก็บ จะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ที่คุ้มค่าแรงและค่าเหนื่อยอย่างแน่นอน

จากการที่ได้รับฟังเสียงของพี่น้องเกษตรกร ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันค่ะว่า ไม่มีใครอยากจุดไฟเผาพื้นที่ทำกินของตัวเองและส่งต่อมลพิษให้ลูกหลาน แต่ภายใต้เงื่อนไขของเวลาที่ต้องเร่งเตรียมดินรอบใหม่และต้นทุนที่จำกัด การเผาจึงเป็นทางรอดเดียวที่พวกเขาเหลืออยู่ ถึงเวลาแล้วค่ะที่นโยบายของรัฐจะต้องเปลี่ยนหนทางที่เคยมืดมนให้กลายเป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่าและยั่งยืนสำหรับเกษตรกรไทยทุกคน เพื่อสร้าง “อากาศสะอาด” ไปพร้อมกับ “ผลลัพธ์ที่เลี้ยงปากท้องได้”