ไม่พบผลการค้นหา
พระฉายาลักษณ์หมู่ของเจ้าชายแฮร์รี-พระชายา-สมาชิกราชวงศ์วินด์เซอร์ ซึ่งถูกเผยแพร่หลังพิธีเสกสมรส เมื่อ 19 พ.ค. ถูกสื่อยกเป็นภาพสะท้อน 'ความหลากหลาย' ของราชวงศ์ยุคใหม่ และบทบาทด้านสิทธิสตรีของ 'เมแกน' จะส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีแก่สถาบันกษัตริย์ด้วย

สำนักพระราชวังของอังกฤษเผยแพร่พระบรมฉายาลักษณ์หมู่ของสมาชิกราชวงศ์วินด์เซอร์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 พ.ค. หลังพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี รัชทายาทลำดับที่ 6 ของอังกฤษ และพระชายา 'เมแกน มาร์เคิล' ซึ่งถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา และสื่อตะวันตกระบุว่านี่คือภาพสะท้อนความแตกต่างหลากหลายที่ชัดเจนที่สุดของราชวงศ์อังกฤษในรอบกว่า 300 ปี

วอชิงตันโพสต์รายงานว่าพระบรมฉายาลักษณ์ที่ถูกเผยแพร่ ผ่านการคัดเลือกของเจ้าชายแฮร์รีและพระชายาด้วยพระองค์เอง และในภาพประกอบด้วย สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธที่ 2 ประมุขอังกฤษ และเจ้าชายฟิลิป พระสวามี เจ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ และพระชายา 'คามิลลา' ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ เจ้าชายวิลเลียม และพระชายา 'แคทเธอรีน' ประทับข้าง 'ดอเรีย แร็กแลนด์' มารดาของเมแกนผู้เป็นสามัญชนชาวแอฟริกันอเมริกัน

สื่อสหรัฐฯ ระบุว่า ฉากหลังที่เป็นห้องทรงพระอักษร (ห้องเขียนหนังสือ) ของพระราชวังวินด์เซอร์ ทำให้บรรยากาศในพระฉายาลักษณ์ดูอบอุ่นเป็นกันเอง มีความเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิด ซ่ึงเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดของราชวงศ์อังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีที่เคร่งครัดและมีประวัติความเป็นมายาวนาน แต่เมื่อถึงที่สุดก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและความเปลี่ยนแปลงของโลก และการยอมรับ 'เมแกน' เป็นความเปิดกว้างที่สุดของราชวงศ์อังกฤษในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

ภาพหมู่-ราชวงศ์อังกฤษ-แฮร์รี-เมแกน

นอกจากนี้ ห้องทรงพระอักษรแห่งนี้ยังมีความหมายต่อเจ้าชายแฮร์รี เพราะเป็นห้องที่ 'ไดอานา' เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับสมาชิกราชวงศ์พระองค์อื่นๆ ในสมัยที่เจ้าชายยังทรงพระเยาว์ ส่วนภาพที่สองที่เจ้าชายแฮร์รีและะพระชายาเลือกที่จะเผยแพร่สู่สาธารณชนเพื่อแสดงความขอบพระทัย ก็คือภาพที่ทั้งสองพระองค์ทรงถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มเด็กๆ ผู้ถือดอกไม้ในพิธีเสกสมรส ซึ่งมีทั้งเจ้าชาย-เจ้าหญิงผู้เป็นพระนัดดาของเจ้าชายแฮร์รี และลูกๆ เพื่อนสนิทของเมแกน

ส่วนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสำนักพระราชวังอังกฤษ เผยแพร่พระประวัติของเมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซ็กส์ ซึ่งเรียกตนเองว่าเป็น 'เฟมินิสต์' ทั้งยังเอ่ยถึงกิจกรรมทางสังคมและการรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมกันทางเพศที่เคยทำมาตลอด ทั้งในช่วงที่ยังศึกษาอยู่ และในช่วงที่เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงจากซีรีส์เรื่อง Suits ซึ่งสื่อสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นความก้าวหน้าที่ราชวงศ์อังกฤษมีสมาชิกใหม่ที่กล้าพูดและกล้าทำในสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อมั่น

บทเทศนาที่ทรงพลังและเป็นที่จดจำ

วอชิงตันโพสต์ระบุว่าพระฉายาลักษณ์ของเจ้าชายแฮร์รีและพระชายา สอดคล้องกับคำเทศนาของบิชอป ไมเคิล เคอร์รี มุขนายกแห่งโบสถ์คริสต์นิกายอิปิสโคปัลในนครชิคาโกของสหรัฐฯ บิชอปผิวดำคนแรกซึ่งได้รับเชิญมาเทศนาในพิธีเสกสมรสของเชื้อพระวงศ์อังกฤษ และได้กล่าวถึง 'พลังของความรักที่จะเปลี่ยนแปลงโลก'

ลีลาการเทศน์ของบิชอปสร้างความจดจำให้กับคนแทบจะทั่วโลกที่ได้ร่วมชมการถ่ายทอดสดพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รีและพระชายาเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา เพราะนอกจากท่าทางประกอบการเทศน์จะถูกเปรียบเทียบว่าคล้ายกับการแร็พเพลงฮิปฮอป ยังมีการอ้างอิงถึงคำปราศรัยในอดีตของ 'มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์' นักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของชาวแอฟริกันอเมริกัน ทั้งยังมีการกล่าวถึงประเด็น 'ทาส' ต่อหน้าราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งเป็นต้นทางแห่งการล่าอาณานิคมและเคยส่งเสริมระบบข้าทาสในอดีต

แฮร์รี-เมแกน-เสกสมรส-วินด์เซอร์-ราชวงศ์อังกฤษ-บิชอป-

อย่างไรก็ตาม ใจความสำคัญของคำเทศนาของบิชอปไมเคิล เคอร์รี ที่กล่าวถึง 'พลังอันยิ่งใหญ่ของความรักที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง' เชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคม เพราะมีการระบุถึงรัฐบาล ภาคประชาสังคม และประชาชนที่ควรจะปฏิบัติต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์ด้วยความรักและเห็นอกเห็นใจ ทำให้คนจำนวนมากมองข้ามความยาวของคำเทศนาที่นานกว่า 14 นาทีระหว่างพิธีเสกสมรสไปได้

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ในอนาคต คนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเชื้อพระวงศ์อาจจะลืมรายละเอียดของพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รีและพระชายาไป แต่สิ่งที่จะยังติดอยู่ในความทรงจำของคนส่วนใหญ่ ก็คือ บิชอปไมเคิล เคอร์รี และคำเทศนาของเขาที่ถือว่าแหวกแนว และเป็นประเด็นทางสังคมที่เชื่อมโยงกับคนธรรมดาสามัญได้ง่ายกว่าการพูดถึงเกียรติยศหรือความขรึมขลังอื่นๆ ของราชวงศ์

ส่วนหนึ่งของคำเทศนาระบุว่า :

"ในความรักนั้นมีพลัง อย่าได้ประมาทความรัก และอย่าได้รู้สึกหวั่นไหวจนเกินจริง พลังนั้นมีอยู่ พลังแห่งความรัก"

"ถ้าหากว่าคุณไม่เชื่อ จงหยุดและคิด คิดและจินตนาการถึงโลกที่มีความรักเป็นแนวทาง ลองคิดถึงบ้านและครอบครัวที่มีรักเป็นแนวทาง หมู่บ้านและชุมชนที่มีรักเป็นแนวทาง คิดถึงรัฐบาลและประเทศชาติที่มีรักเป็นแนวทาง คิดถึงธุรกิจและการค้าที่มีรักเป็นแนวทาง คิดถึงโลกใบเก่าที่อ่อนล้าแต่มีรักเป็นแนวทาง"

"เมื่อรักเป็นแนวทาง เราจะปล่อยให้ความยุติธรรมขับเคลื่อนดุจสายน้ำทรงพลัง และความเที่ยงธรรมไหลหลั่งดุจธารน้ำ"

"เมื่่อรักเป็นแนวทาง ความยากจนจะกลายเป็นเพียงเรื่องราวในอดีต และโลกจะกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์" 

"เมื่อรักเป็นแนวทาง เราจะวางดาบและโล่ ปล่อยไปกับสายน้ำลำธาร และไม่ต้องเรียนรู้เรื่องสงครามอีกต่อไป"

แฮร์รี-เมแกน-ราชวงศ์อังกฤษ

ทั้งนี้ 'ไมเคิล บรูซ เคอร์รี' เป็นบิชอปชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และเป็นมุขนายกผิวดำคนแรกแห่งโบสถ์คริสต์นิกายอิปิสโคปัลในนครชิคาโกของสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2558 เขามีจุดยืนเสรีนิยมด้านสังคม เรียกร้องความปรองดองด้านเชื้อชาติ และอนุญาตการแต่งงานเพศเดียวกันมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะได้รับเลือกให้เป็นผู้เทศนาประกอบพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิล

นอกจากบิชอปที่มาเทศนาในพิธีเสกสมรสจะเป็นคนดำแล้ว วงดนตรีประสานเสียงที่เป็นคนผิวดำยังร่วมกันร้องเพลง Stand by Me ของเบน อี คิง นักร้องนักดนตรีผิวดำชื่อดังแนวอาร์แอนด์บีในยุค 60 อีกด้วย


"พวกเขาจะสร้างผลต่อสังคมได้ตลอดชีวิตของพวกเขา และชีวิตคู่ของพวกเขาจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกนี้ได้ ผมหวังและภาวนาให้การเทศนาส่งสัญญาณว่า นี่คือสิ่งที่พระเยซูแห่งนาซาเร็ธตรัสถึงความรักที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและสามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้" - บิชอปเคอร์รีกล่าวถึงเจ้าชายและพระชายา


ที่มา: Washington Post/ CNN/ ABC News/ HELLO!/ NPR

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: