ไม่พบผลการค้นหา
'ยศชนัน' มุ่งยกระดับ 'แผนที่' ดูประเทศไทย สู่ 'Digital Twin' แผนที่อัจฉริยะ ดูอนาคตประเทศไทย ดึงข้อมูลจากระบบ GeoAI ดาวเทียม IoT ประมวลผล Real-time ใช้แก้ไขปัญหาประชาชน 6 มิติ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว) ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันที่ 17 สิงหาคม 2569 หลัง นำประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ (กภช.) ครั้งที่ 1/2569 โดยระบุว่า ประเทศไทยจะได้อะไร? ในวันที่เราเปลี่ยน "แผนที่" เป็น "Digital Twin"

การประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติในวันนี้ เป็นหนึ่งในการประชุมที่ผมให้ความสำคัญมาก และสิ่งที่เราทำ คือเรากำลังสร้าง "รากฐานใหม่" ที่จะเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่และยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทย

หลายท่านอาจสงสัยว่า เรื่องของภูมิสารสนเทศเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร?

ต้องยอมรับครับว่า ทุกวันนี้ประเทศเรามี Information อยู่มหาศาล แต่ปัญหาคือข้อมูลเหล่านั้นมักถูกเก็บไว้เฉยๆ และยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง โจทย์สำคัญของเราในวันนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจากแค่การมีข้อมูล ไปสู่ความฉลาดในการวิเคราะห์ (Intelligence) และต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลทางภูมิศาสตร์จากหลากหลายมิติ

เป้าหมายใหญ่ของเราคือการยกระดับ แผนที่ดูประเทศไทย ไปสู่ Digital Twin ดูอนาคตประเทศไทย

ต้องอธิบายแบบนี้ครับว่า แผนที่ในยุคหน้าจะไม่ใช่แผนที่ในแบบที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะมันจะเป็น "คลังข้อมูลขนาดมหาศาล" ที่ดึงข้อมูลแบบ Real-time ทั้งจากดาวเทียม, เซนเซอร์ต่างๆ และอุปกรณ์ IoT มาประมวลผลเชิงลึก เพื่อให้ภาครัฐสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างแม่นยำและตรงจุดที่สุด

ทิศทางในการขับเคลื่อนต่อจากนี้ เราเน้นใน 3 ส่วน

1. สร้าง Foundation ข้อมูลสารสนเทศ ครบวงจร ร่วมกับ One Map รองรับการทำงานร่วมกับ ระบบ GeoAI

2. อัปเกรดจาก Open Geo-Informatics Data สู่ GeoAI - นำ Generative AI เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพการเข้าใจข้อมูลที่หลากหลายจำนวนมาก

3. มุ่งสู่ Digital Twin Thailand - คือการสร้าง "ฝาแฝดดิจิทัลของประเทศไทย" ขึ้นมาในโลกคอมพิวเตอร์ โดยรวมข้อมูลพื้นฐาน ผังภูมิสารสนเทศ และโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถ "ทดลองและจำลองสถานการณ์จริง" ได้ก่อนที่จะเกิดผลกระทบขึ้นจริง

คำถามคือ...แล้วพวกเราทุกคนจะได้อะไรจากข้อมูลเหล่านี้? แผนที่อัจฉริยะที่ว่านี้จะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาที่กระทบต่อชีวิตของประชาชนโดยตรงใน 6 มิติ

การจัดการน้ำ - บริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง คาดการณ์ปริมาณน้ำได้ล่วงหน้า ลดความสูญเสียต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม

สภาพภูมิอากาศ (Climate & Nature) - รับมือกับความแปรปรวนของอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ที่ดิน - จัดการแนวเขตและแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกิน ไปจนถึงการวิเคราะห์ดินเพื่อเกษตรกร

เมืองอัจฉริยะ - วางผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบจราจร เพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตในเมืองที่ดีขึ้น

อุตสาหกรรม - วางแผนแม่บททางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประเทศ

ภัยพิบัติ - มีระบบแจ้งเตือนภัยและรับมือเหตุวิกฤตที่รวดเร็วแม่นยำ สร้างความอุ่นใจในชีวิตและทรัพย์สิน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ผมขอยกตัวอย่าง Digital Twin ของญี่ปุ่นครับ

ญี่ปุ่นใช้ระบบนี้ในการจัดการทรัพยากรทางทะเล โดยดึงข้อมูลจำนวนประชากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศมาจำลองสถานการณ์ ผลที่ได้คือ ภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายประมงได้อย่างแม่นยำ ชาวประมงรู้ว่าฤดูกาลไหนควรออกจับปลา ควรใช้ตาข่ายขนาดเท่าไหร่เพื่อให้พอดีกับสภาพจริง

ผลลัพธ์คือ ชาวประมงมีรายได้ที่ยั่งยืน และระบบนิเวศก็ไม่ถูกทำลาย นี่คือภาพสะท้อนว่า Data ที่แม่นยำ จะเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการ "ออกกฎหมายบังคับแบบเหวี่ยงแห" ไปสู่การ "บริหารจัดการอย่างแม่นยำและสมดุล" ครับ

ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่เราปักหมุดร่วมกันผ่าน แผนปฏิบัติการฯ ปี 2571–2575

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้จะเป็นเพียงก้าวแรกในห้องประชุม แต่ผมเชื่อมั่นว่านี่คือการวางรากฐานเพื่อให้ "ทุกการตัดสินใจของประเทศไทย" ต่อจากนี้ ไม่ได้มาจากแค่การคาดเดา เพราะจะมาจากข้อมูลจริงที่ทำให้เรามองเห็นภาพอนาคตล่วงหน้า เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน