ไม่พบผลการค้นหา
'ยศชนัน' ชูเป้าหมายยกระดับสุขภาวะช่องปาก พลิกโฉมวงการทันตกรรมด้วยวิจัย-นวัตกรรม เพื่อคนทุกช่วงวัย พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Dental Wellness for Thailand: The Academic Mission Toward National Oral Wellness” ในงานการประชุมสัมมนาวิชาการ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ครบรอบ 58 ปี โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. คณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล ณ ห้องประชุมเทพรัตนทันตกิจสโมสร อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา ชั้น 4 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ในปีนี้กระทรวง อว. มีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นและก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาวะ (Wellness) ในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นในด้านสุขภาวะช่องปาก (Oral Wellness) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ ในทุกช่วงวัย ประเทศไทยมีจุดแข็งและแต้มต่อด้านการบริการสุขภาพ และเรื่องของสุขภาวะ (Wellness) ที่อยู่ในดีเอ็นเอของคนไทยและได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งที่จะพลิกโฉมวงการคือการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาบูรณาการ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากบริการที่พึ่งพาความเชื่อหรือความรู้สึก ไปสู่สุขภาวะที่อิงหลักวิทยาศาสตร์ (Scientific-Based Wellness) หรือสุขภาวะที่พิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based) และการทดสอบทางคลินิก (Clinical Validation) ซึ่งหากเราสามารถเชื่อมโยงความเป็นไทยเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงได้ จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล และทำให้อุตสาหกรรมทางการแพทย์และทันตกรรมกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ของประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับสังคมสูงวัยต่อไป

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ปัญหาสุขภาพช่องปากส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็กและการทำงานของผู้ใหญ่ เมื่อไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาวะทางทันตกรรม (Dental Wellness) จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เราจึงควรสนับสนุนให้เกิดการวิจัยเชิงพื้นที่ (Area-Based Innovation) โดยนำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และพฤติกรรมของคนในชุมชนมาวิเคราะห์ เพื่อมุ่งเน้นการป้องกัน มากกว่าการรักษา และส่งมอบบริการผ่านระบบทันตกรรมทางไกล หรือรถโมบายเคลื่อนที่ รวมทั้งเร่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) เชื่อมโยงรัฐ-เอกชน

“แม้ปัจจุบันระบบนิเวศด้านนวัตกรรมของไทยจะอยู่ในอันดับที่ 49 ของโลก แต่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ (MedTech) และสุขภาวะ (Wellness) ประเทศไทยสามารถครอง อันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ดังนั้น มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต้องปรับบทบาทเป็นต้นน้ำของการสร้างแก่นองค์ความรู้ และเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน ธุรกิจสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ เพื่อนำงานวิจัยจากหิ้งไปสู่การขยายผลใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ในประเทศให้คึกคัก และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืนต่อไป” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว