'ยศชนัน' เปิดเวทีมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 69 ผนึกกำลัง 200 เครือข่าย ลุยเปิดตัวยุทธศาสตร์ 'Siam Silica' ยกความสำเร็จมหาอำนาจโลก ประกาศเร่งคลอด 'โครงการชิปแห่งชาติ' ดึงเม็ดเงินต่างชาติร่วมทุน-ตั้งฐานผลิตชิปในไทย หวังปั้นประเทศผงาดขึ้นเป็นฮับ Deep Tech แห่งอาเซียน รับมือสมรภูมิ AI และ Tech War เต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้าทะลวงคอขวดนวัตกรรม ปลดล็อกงานวิจัยให้ก้าวข้ามหุบเหวมรณะ (Valley of Death) สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พลิกโฉมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขับเคลื่อนชาติอย่างยั่งยืน
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานเปิดงาน "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” พร้อมประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Siam Silica” อย่างเป็นทางการ มุ่งเป้าดึงดูดการลงทุนระดับโลก ผลักดัน 'โครงการชิปแห่งชาติ' เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริษัทเทคโนโลยีระดับลึก (New SEA Hub for Deep Tech Company) สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง โดยมีผู้บริหาร อว. และนักวิจัยกว่า 200 เครือข่ายเข้าร่วม ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ กทม.
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในปัจจุบัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวและตั้งรับให้ทันต่อความท้าทายหลักที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสงครามเทคโนโลยี (Tech War) ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งผ่านงานวิจัยขั้นพื้นฐาน (Basic Research) และเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถรองรับการดึงดูดการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) โฟโตนิกส์ (Photonic) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) จากต่างประเทศได้
ศ.ดร.ยศชนัน ยังเล่าต่อว่า ในระหว่างที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่เนเธอร์แลนด์ และ เบลเยียม ได้มีโอกาสเข้าหารือกับพันธมิตรและสถาบันวิจัยชั้นนำระดับโลก เพื่อผลักดันแผนงาน 'Siam Silica' ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทย โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็น New SEA Hub for Deep Tech Company (หรือศูนย์กลางแห่งใหม่ของอาเซียนสำหรับบริษัทเทคโนโลยีระดับลึก) โดยยกตัวอย่างโครงการ Pax Silica ของสหรัฐอเมริกา และ Project Beethoven ของเนเธอแลนด์ ที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีต่างกำลังเร่งสร้างเกราะป้องกันและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ของตนเองอย่างเต็มกำลัง
โดยโครงการ Pax Silica ของสหรัฐอเมริกา เน้นการผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติเพื่อรักษาความมั่นคงของ Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างแร่สำคัญ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และชิปขั้นสูง ในขณะที่ Project Beethoven ของเนเธอร์แลนด์ เป็นยุทธศาสตร์การอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนของรัฐบาลกว่า 2.5 พันล้านยูโรเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เร่งสร้างที่อยู่อาศัย และผลิตบุคลากรวิศวกรทักษะสูงนับหมื่นคน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง ASML ให้อยู่ในประเทศต่อไปเป็นต้น
"เราได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับสตาร์ตอัปและบริษัท Scale-up ด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 30 แห่ง ที่ศูนย์ 3EALITY ภายใน High Tech Campus ประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมถึงได้หารือกับบริษัทระดับโลกอย่าง ASML ถึงแผนการขยาย Supply Chain มายังประเทศไทย ผ่านโมเดลความร่วมมือต่างๆ เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมทุน (Joint Venture) และการเตรียมกำลังคนรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังได้จับมือกับ SMART Photonics และ PhotonDelta เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางและศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งฐานการผลิตชิปโฟโตนิกส์ (Photonics Fab) ในประเทศไทย"
ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานว่า "ในเบลเยียม เราได้ไปคุยกับสถาบันวิจัยชั้นนำอย่าง imec เพื่อยกระดับศูนย์ TMEC ของไทยให้เป็นพื้นที่วิจัยขั้นสูงด้านการออกแบบและผลิตชิป Photonics และ Advanced Packaging พร้อมทั้งเตรียมส่งวิศวกรไทยไปฝึกงานจริงที่ imec ในขณะเดียวกันก็เดินหน้าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง TU Delft เพื่อจัดตั้งศูนย์ออกแบบชิปแบบ Fabless และห้องปฏิบัติการด้าน Advanced Packaging รวมถึงจับมือกับ TU/e (Eindhoven University of Technology) ขยายโปรแกรม Semicon Summer School ให้นักศึกษาไทยได้แก้โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม"
"แผนงาน Siam Silica คือการสร้างสะพานเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อช่วยให้นักวิจัยและนวัตกรรมของไทยสามารถก้าวข้าม 'หุบเหวมรณะ' (Valley of Death) หรือคอขวดที่ทำให้งานวิจัยพื้นฐานไปไม่ถึงตลาดโลก ขณะนี้ภาครัฐกำลังเร่งขับเคลื่อน 'National Chip Project’ ที่มุ่งเน้นการออกแบบและผลิตในประเทศ พร้อมดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุน โดยมีสิทธิประโยชน์จาก BOI และทุนวิจัยร่วม (Co-funding) คอยสนับสนุน งานวิจัยต่อจากนี้ไปจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลงานวิชาการ แต่ต้องเป็น 'เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่' ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตได้อย่างแท้จริง" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับประเด็น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งกระทรวง อว. และหน่วยงานเครือข่ายได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านงานวิจัยที่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและสร้างรายได้ให้ชุมชน และพร้อมรับมือสังคมสูงวัย (Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการผลักดัน เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) อย่างครบวงจร
"วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไม่ได้หากขาดศิลปะและสังคมศาสตร์ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ตลอดจนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) จำเป็นต้องอาศัย การทำงานแบบบูรณาการ (Synergy) สิ่งสำคัญที่สุดในการก้าวข้ามขีดจำกัดคือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เปิดกว้าง ให้นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศและนานาชาติ ตลอดจนกลุ่มสตาร์ตอัป ให้สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ ใช้ทรัพยากรร่วมกัน และต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้รอดพ้นวิกฤตและเติบโตได้อย่างยั่งยืน" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ดร.วิภารัตน์ เผยว่างาน "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569" (Thailand Research Expo 2026) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคประชาชนจากกว่า 200 หน่วยงานเครือข่าย ในการขยายผลนำผลงานวิจัยไปใช้ขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยภายในงานมีการจัดประชุมสัมมนากว่า 150 หัวข้อ และจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมกว่า 1,000 ผลงาน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาใน 6 ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดล BCG, การสร้างสรรค์ Soft Power, การพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่, การยกระดับสังคม, การสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนและ SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” สามารถเข้าร่วมได้ระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22 - 23 กทม. สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://researchexporegistration.com