ไม่พบผลการค้นหา
"ทิพานัน" ชี้ "โรม" ร้อนตัวโพสต์ยอมรับผู้ชุมนุมเข้าข่ายผิด ม.112 ย้ำคนไทยยังรักสถาบันกษัตริย์ จน #เรารักพระพันปีหลวง แพร่หลายสื่อโซเชี่ยล ชี้แถลงการณ์นายกฯ เพื่อความสงบสุขและสันติวิธี ไม่พุ่งเป้ามาตราใด

ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นต่อแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี วันที่ 19 พ.ย. 63 ว่า เป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาดที่จะบังคับใช้กฎหมายทุกมาตรา ซึ่งรวมถึง มาตรา 112 ด้วย และการบังคับใช้ มาตรา 112 เท่ากับรัฐบาลจะดึงให้สถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ไม่มีข้อดีอะไร มีแต่เสียกับเสีย นั้นถือได้ว่านายรังสิมันต์ได้แสดงความคิดเห็นแบบอวดฉลาด จนพลาดท่ายอมรับไปในตัวเองแล้วว่าการชุมนุมต่างๆ ที่ผ่านมามีการฝ่าฝืนกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งก็ขอขอบคุณที่ออกมายอมรับเอง เพราะในแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการเอ่ยถึงกฎหมายมาตราใดมาตราหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง เพียงแต่กล่าวถึง “การบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่” ดังนั้นการที่นายรังสิมันต์รีบออกมาวิจารณ์การบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นจึงเสมือนร้อนตัวจนยอมรับว่าม็อบมีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายอาญามาตรา 112 จริง ซึ่งเป็นการตอกย้ำสอดคล้องกับภาพที่ประชาชนคนไทยมองเห็น

ทิพานัน กล่าวว่า แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี เป็นการแถลงเพื่อย้ำชัดว่าที่ผ่านมารัฐบาลและทุกฝ่ายกำลังร่วมกันหาทางออกโดยสงบและสันติ รัฐบาลได้แสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา แต่ม็อบกลับมีแนวโน้มก่อความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติ โดยจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่เท่านั้น ไม่มีการสั่งพุ่งเป้าให้ใช้มาตราใดมาตราหนึ่งเป็นการเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะดึงให้สถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงตามที่นายรังสิมันต์ร้อนตัว คนที่ดึงสถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งน่าจะเป็นนายรังสิมันต์เองและกลุ่มผู้ชุมนุมบางกลุ่มที่ตะโกนด่า เขียนถ้อยคำหยาบคาย หมิ่นประมาท ให้ร้ายด้วยความเท็จ ในที่ชุมนุม ซึ่งเป็นการกระทำที่ย่ำยีหัวใจของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะคนไทยยังรักสถาบันกษัตริย์มิเสื่อมคลาย จนล่าสุดเมื่อวานนี้ได้มีคนไทยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมกับแฮชแท็ก #เรารักพระพันปีหลวง จนเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในสื่อทวิตเตอร์และทางสื่อโซเชี่ยล

การชุมนุมที่ผ่านมาของคณะราษฎรเป็นการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ หลายมาตรา โดยเฉพาะที่ผ่านมา หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. พรรคก้าวไกล มักเข้าร่วมการชุมนุมแทบทุกครั้งโดยอ้างว่าเป็นการสังเกตการณ์ แต่จากพฤติการณ์ที่ปรากฏตามภาพข่าว ไม่ว่าจะเป็น การร่วมแสดงสัญลักษณ์ม็อบ การร่วมกิจกรรมร้อง-เต้นในที่ชุมนุม การร่วมประกาศเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การนัดหมายม็อบ ประชาชนต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่า น่าจะเกินเลยไปกว่าบทบาทของ “ผู้สังเกตการณ์” ดังนั้น อาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 45 พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่บัญญัติห้ามผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองกระทำการ หรือส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งมีโทษยุบพรรคการเมือง ตามมาตรา 92 (3) 

นอกจากนี้ หากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน จนมีการดำเนินคดีอาญามาตรา 112 กับแกนนำ ผู้ชุมนุม ก็อาจทำให้พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม แกนนำดังกล่าวเข้าข่ายถูกยุบพรรคตามมาตรา 92 (2) พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่บัญญัติว่าพรรคการเมืองมีการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ ฉะนั้นนั้นอยากแนะนำนายรังสิมันต์รีบพิจารณาตนเองรวมถึงพรรคก้าวไกลว่ามีพฤติกรรมแบบนั้นหรือไม่ ดีกว่ามาตีอกชกลมกล่าวโทษกฎหมายและเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายตามหน้าที่