วันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียง เขตวังทองหลาง บริเวณ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (ซอยเสือใหญ่) ชูนโยบายขยายการดูแลเด็กอ่อน-เด็กเล็กในพื้นที่ กทม. จากข้อบัญญัติ กทม. ใหม่ มุ่งเป้าดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 6 ขวบ หวังยกระดับคุณภาพชีวิตครอบครัวคนกรุง
ชัชชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กทม. มีเด็กอายุ 0-6 ปี กว่า 250,000 คน แต่สามารถดูแลได้เพียง 24.7% เนื่องจากข้อจำกัดด้านระเบียบและข้อบัญญัติเก่า ที่ทำให้ไม่สามารถดูแลได้เต็มที่ “ทีมชัชชาติ” จึงตั้งเป้าขยายการดูแลเด็กเล็กอายุ 0-6 ขวบ จากเดิมที่รองรับได้ 60,000 คน ขยายเป็น 80,000 คน โดยปลดล็อกและแก้ไขข้อบัญญัติศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทำให้สามารถสนับสนุนศูนย์เด็กเล็กนอกชุมชนได้ ตลอดจนปรับลดอายุรับเด็กเข้าดูแลจากเดิม 2 ขวบ เป็น 3 เดือน เปิดโอกาสให้รับเด็กได้จำนวนเพิ่มมากขึ้น และยังปรับอัตราส่วนผู้ดูแลต่อเด็กอายุ 2-3 ปี จากผู้ดูแล 1 คนต่อเด็ก 10 คน (1 ต่อ 10) เป็นผู้ดูแล 1 คนต่อเด็ก 5 คน (1 ต่อ 5) ซึ่งจะช่วยให้การดูแลเด็กมีความใกล้ชิดและมีคุณภาพยิ่งขึ้น
“เด็กอ่อนอายุตั้งแต่ 3 เดือน จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่ละเอียดอ่อนกว่าเด็กก่อนวัยเรียน อย่างเด็กอนุบาลอาจใช้พี่เลี้ยง 1 คนต่อเด็ก 10 คน แต่ถ้าเด็กอ่อนเนี่ยต้องใช้ 1 ต่อ 5 หรือ 1 ต่อ 3 ถ้าเกิดทำตรงนี้ได้สำเร็จ ก็จะทำให้พ่อแม่สามารถไปทำมาหากิน สร้างรายได้มาเลี้ยงครอบครัว แล้วก็ทำให้คุณภาพชีวิตเด็กดีขึ้น” ชัชชาติกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีแผนการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่าย ทั้งอุปกรณ์การเรียน สุขภาพ ความปลอดภัย และค่าสาธารณูปโภค สูงสุดถึง 2,500 บาท/เดือน/คน ตลอดจนดูแลตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ผ่าน สมุดพกแม่และเด็ก เชื่อมโยงข้อมูลกับโรงพยาบาล พร้อมจัดบริการ One-stop Service นอกจากนี้ยังมี Baby Box ชุดของใช้จำเป็นสำหรับแม่หลังคลอดใน 6 เดือนแรก และแจกหนังสือ 3 เล่ม เพื่อส่งเสริมการอ่าน พร้อมขยายบริการศูนย์เด็กเล็กจาก 3 แห่ง เป็น 13 แห่ง
“เด็กเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเมือง สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะเติบโตเป็นผู้ที่มาดูแลเมืองเมืองนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องให้ความสำคัญ... เพราะพัฒนาการของเด็กสูงสุดในช่วง 0 ถึง 6 ขวบนี่ คิดว่าเราต้องทำให้ดี โดยมีหลายโครงการสอดประสานกัน” ชัชชาติกล่าว
ชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังเข้าใจกลุ่มผู้ปกครองที่ทำงานนอกเวลาทำการ จึงจะนำร่องศึกษา Night Care ขยายเวลาศูนย์บริการเด็กเล็กนอกเวลาทำการ โดยจะแก้ไขระเบียบให้สามารถจ่ายค่าล่วงเวลา (OT) แก่ครูผู้ดูแลได้ ทำให้ศูนย์ศูนย์เด็กเล็ก สามารถเปิด-ปิด ได้ยืดหยุ่นตามวิถีชีวิตคนทำงานทุกกลุ่ม
พร้อมกันนี้ยังจัด คลินิกพัฒนาการเด็กเคลื่อนที่ หมุนเวียนไปทั้ง 258 ศูนย์ทุกเดือน และให้ทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาด้านปฐมวัยแก่ผู้ดูแลเด็กร่วมกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
“นี่เป็นปัญหาสำคัญของเมือง เพราะพ่อแม่ต้องทำงาน แต่มักเจอปัญหาไม่มีคนดูแลเด็กอย่างเพียงพอ เมื่อเมืองไม่มีระบบรองรับที่ดี ก็ส่งผลให้หลายคนไม่กล้ามีลูก หรือมีลูกแล้วไม่รู้จะฝากดูแลที่ไหน ซึ่งเป็นปัญหาโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและคุณภาพการดูแลเด็ก” ชัชชาติ กล่าว
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การปรับเกณฑ์อายุผู้ดูแลเด็ก โดยเปิดรับอาสาสมัครที่มีอายุเกิน 65 ปี ที่ยังมีศักยภาพ สามารถเข้ามาเป็นผู้ดูแลเด็กได้ ผ่านระบบที่เรียกว่า “บ้านย่ายาย” ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ ปู่ ย่า ตา ยาย ในชุมชน หรือผู้เกษียณจากการทำงาน ได้ช่วยดูแลลูกหลานในชุมชน มีรายได้ตอบแทนตามวุฒิและระยะเวลาทำงาน และมีสิทธิวันลาที่ชัดเจน
“มันมีคำกล่าวว่า เราต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านในการเลี้ยงเด็ก 1 คน เพราะฉะนั้นผมก็เห็นว่าก็ต้องมีหลายโครงการที่สอดประสานกัน และ กทม. เองคงไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด ผมว่าภาคเอกชน คุณครู มูลนิธิต่างๆ ที่เก่งและมีความสามารถ ก็จะช่วยเป็นส่วนเสริม ซึ่งจะทำให้ กทม.ก็ใช้งบประมาณน้อยลง” ชัชชาติกล่าว
ชัชชาติย้ำว่า นโยบายยังให้ความสำคัญกับพ่อแม่มือใหม่ครบ 360 องศา โดยจะเปิด “ห้องเรียนพ่อแม่” และส่งเสริมทักษะสมอง (EF) ของเด็กผ่านการเล่นอิสระ ที่กระจายไปตามสวนสาธารณะทั่วเมือง พร้อมจัดตั้งมุมหนังสือเด็กและห้องสมุดของเล่น ในห้องสมุด กทม. ทั้ง 34 แห่ง รวมถึงขยายผลโรงเรียนอนุบาลคุณภาพนำร่องให้ครบทั้ง 50 เขต เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะของเมืองที่ช่วยสร้างการเรียนรู้นอกห้องเรียนอีกด้วย